Assignment II

Assignment II

แบบฝึกหัดท้ายบท

การบ้านชิ้นที่ 2   ขอให้นักศึกษาตอบคำถาม จากแบบฝึกหัดท้ายบท ของบทที่ 1  ของเอกสารคำบรรยาย BC424 Information Technology  (เล่มสีเขียว) คนละ 1 ข้อ

โดยให้ทำ ข้อที่ หมายเลขข้อ ตรงกับ ลำดับที่ ของนักศึกษา ที่ POST  ชื่อสกุล และ BLOG  ในหน้า Assignment 1

ตัวอย่าง  อ้่่างอิง หน้า Assignment I

คุณศิริชัยฯ post  เป็นลำดับที่ 1 นั่นคือ ทำแบบฝึกหัดท้ายบท ข้อที่  1

คุณตุลาวุฒิ ฯ post เป็นลำดับที่ 2 นั่นคือ ทำแบบฝึกหัดท้ายบท ข้อที่  2

แบบฝึกหัดท้ายบท มี 8 ข้อ  นักศึุกษาใน section 3131 ประมาณ 48 คน ให้หมุนเวียนกันไป เช่น ลำดับที่ 9  ก็ให้ทำข้อ 1  ลำดับที่ 10  ก็ทำข้อ 2  หมุนเวียนกันเรื่อยไป

ขอให้นักศึกษา ตอบคำถาม ตามความเข้าใจของตัวเอง  ใช้ข้อมูลจากเล่มเขียว หรือ แหล่งข้อมูลอื่นประกอบได้  กรุณาอย่าคัดลอกจากของเพื่อนที่กรอกมาใน หน้า นี้ แล้วมา

กำหนดส่ง  Assignment II   คือ ภายในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. เวลา 24.00 น. —->  ต่อเวลาให้ถึง วันศุกร์ที่ 21 พ.ย. เวลา 24.00 น.

ลุยได้เลยครับ

พรพรหม อธีตนันท์

bc424sec3131@gmail.com

61 Comments »

  1. bc424sec3131 said

    ตอนที่ Post คำตอบเข้ามา ขอให้ทำตาม ตัวอย่างนี้ ครับ จะได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตอบมาในหน้านี้แหละครับ

    ชื่อ
    สกุล
    BLOG
    คำถามข้อที่ ……
    คำตอบ ……………

  2. pingnocolisu said

    ชื่อ : นภาพร
    สกุล : ไชยะ
    BLOG : http://pingnocolisu.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 7
    คำตอบ

    ความแตกต่างของหน่วยความจำหลักกับหน่วยความจำสำรองคือ หน่วยความจำหลักจะสามารถทำงาน ได้เร็วกว่า มีราคาแพง กว่าหน่วยความจำสำรอง ข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะอยู่เพียงชั่วคราวในหน่วยความจำ เมื่อเราปิดเครื่องหรือเกิดไฟฟ้าดับขณะที่มีการทำงานอยู่ ข้อมูลก็จะหายไป เช่น ROM ,RAM

    ส่วนหน่วยความจำสำรองมีขีดความ สามารถในการเก็บข้อมูลได้อย่างถาวร เก็บได้มาก และข้อมูลเหล่านั้นจะไม่หายไปขณะที่เรา ปิดเครื่องในทางการทำงานจริง ๆ จึงจะต้องมีการถ่ายข้อมูลจากหน่วยความจำสำรองเข้าสู่หน่วยความจำหลักก่อนที่จะมีการประมวลผล และเมื่อมีการประมวลผลแล้วก็จะเก็บข้อมูลคืนยังหน่วยความจำสำรองเพื่อให้สามารถที่จะนำข้อมูลมาใช้ในคราวต่อไป

  3. freedomzeed said

    ชื่อ : พงศธร
    สกุล : หนูอินทร์
    BLOG : http://freedomzeed.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 1
    คำตอบ

    คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์

    เครื่องคอมพิวเตอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีจุดเด่น 4 ประการ
    เรียกว่า 4 S special ดังนี้

    1. หน่วยเก็บ (Storage) หมายถึง ความสามารถในการเก็บข้อมูลจำนวน
    มากและเป็นเวลานาน นับเป็น จุดเด่นทางโครงสร้างและเป็นหัวใจของการทำงานแบบอัตโนมัติของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องด้วย

    2. ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลข้อมูล
    (Processing Speed) โดยใช้เวลาน้อย เป็นจุดเด่นทางโครงสร้างที่ผู้ใช้ทั่วไปมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยที่สุด เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สำคัญส่วนหนึ่งเช่นกัน

    3. ความเป็นอัตโนมัติ (Self Acting) หมายถึง ความสามารถในการ
    ประมวลผลข้อมูลตามลำดับขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่องอย่างอัตโนมัติ โดยมนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะในขั้นตอนการกำหนด

    4. ความน่าเชื่อถือ (Sure) หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ความน่าเชื่อถือนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ความสามารถนี้เกี่ยวข้องกับโปรแกรมคำสั่งและข้อมูลที่มนุษย์กำหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง กล่าวคือหากมนุษย์ป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน

  4. sheepice said

    ชื่อ : ศิริชัย
    นามสกุล : ตระการศิลป์วัฒน์
    Blog : http://sheepice.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ : ’1′ == คุณสมบัติของ “COMPUTER”
    คำตอบ :
    ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่นิยมนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต่าง ๆ มากมาย ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานได้สารพัด แต่ผู้ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์จะทราบว่า งานที่เหมาะกับการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างยิ่งคือการสร้าง สารสนเทศ ซึ่งสารสนเทศเหล่านั้นสามารถนำมาพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ ส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือจัดเก็บไว้ใช้ในอนาคตก็ได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์จะมีคุณสมบัติ ต่างๆคือ

    1. ความเร็ว (speed) : คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้สามารถทำงานได้ถึงร้อยล้านคำสั่งในหนึ่งวินาที

    2. ความเชื่อถือ (reliable) : คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้จะทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่มีข้อผิดพลาด และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    3. ความถูกต้องแม่นยำ (accurate) : วงจรคอมพิวเตอร์นั้นจะให้ผลของการคำนวณที่ถูกต้องเสมอหากผลของการคำนวณผิดจากที่ควรจะเป็น มักเกิดจากความผิดพลาดของโปรแกรมหรือข้อมูลที่เข้าสู่โปรแกรม

    4. เก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ (store massive amounts of information) : ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จะมีที่เก็บข้อมูลสำรองที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวอักษร และสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งล้าน ๆ ตัวอักษร

    5. ย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว (move information) : โดยใช้การติดต่อสื่อสารผ่านระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถส่งพจนานุกรมหนึ่งเล่มในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลคนซีกโลกได้ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งวินาที ทำให้มีการเรียกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกันทั่วโลกในปัจจุบันว่า ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway)

    “Computer น่าสนใจใช่ไหมล่ะครับ ^_^~”

  5. jariya said

    ชื่อ : นางสาวจริยา
    สกุล : แสงม่วง
    BLOG : http://www.carameljee.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 5
    คำตอบ :

    หน่วยประมวลผลกลางมีหน้าที่อย่างไร และประกอบด้วยหน่วยย่อยๆอะไรบ้าง

    หน่วยประมวลผลกลางหรือที่เราเรียกว่า ซีพียู ( CPU ) เปรียบเสมือนสมองของระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นหน่วยที่มีความซับซ้อนที่สุด มีหน้าที่นำคำสั่งและข้อมูลที่เก็บไว้ใน หน่วยความจำมาแปลความหมาย และกระทำตามคำสั่งพื้นฐานของไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งแทนด้วยรหัสเลขฐานสอง
    ส่วนประกอบต่างๆ ในหน่วยประมวลผลกลางจะเป็นตัวกำหนดความเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย หน่วยประมวลผลกลางรุ่นใหม่ๆ จะมีขนาดเล็กลงในขณะที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นมาก โดยที่หน่วยประมวลผลกลางจะมีองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้

    1.หน่วยควบคุม (Arithmetic and logic unit)
    จะทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ เช่น ควบคุมการทำงานของความจำหลัก หน่วยรับข้อมูล หน่วยคำนวณและตรรกะ หน่วยแสดงผล และที่เก็บข้อมูลต่างๆ ดังนั้นในการทำงานของหน่วยนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของระบบ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่หน่วยควบคุมและซีพียูจะรับรู้คำสั่งต่างๆ ในรูปของคำสั่งภาษาเครื่องเท่านั้น

    2. หน่วยคำนวน (Control Unit)
    หน่วยคำนวณและตรรกะ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอแอลยู (ALU) ทำหน้าที่ประมวลผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ตลอดจนการเปรียบเทียบทางตรรกะทั้งหมด
    ในการทำงานของซีพียูนี้จะมี รีจิสเตอร์ ( Register ) ที่คอยทำหน้าที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกนำเข้ามาปฏิบัติการภายในซีพียู รวมทั้งมี บัส(Bus) ที่เป็นเส้นทางในการส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าของหน่วยต่างๆ ภายในระบบด้วย โดยคอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบกันจะมีการออกแบบบัสแตกต่างกัน

  6. จุฑารัตน์ said

    ชื่อ : จุฑารัตน์
    สกุล : ลั่นซ้าย
    BLOG : http://ampparbc424.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 2
    คำตอบ

    คอมพิวเตอร์แบ่งออก 2 แบบ คือ แบ่งตามลักษณะของข้อมูล และแบ่งตามสมรรถนะ ขนาด และราคา
    1. แบ่งตามลักษณะคอมพิวเตอร์ แบ่งได้ 2 ประเภท
    1.1 อนาลอกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อใช้กับงานเฉพาะด้าน มีการทำงานโดยใช้หลักในการวัด มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลักในการคำนวณ และการรับข้อมูลจะรับในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่อง ส่วนการรับข้อมูลสามารถรับข้อมูลได้โดยตรงจากแหล่งเกิดข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรืออ่านค่าได้จากเครื่องวัดและแทนค่าเป็นอุณหภูมิ ความเร็ว หรือความดัน มีความละเอียดและสามารถคำนวณได้น้อยกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากเหมือนกับดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ได้แก่ เครื่องที่ใช้วัดปริมาณทางฟิสิกส์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาในรูปของกราฟ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสภาพอากาศ และที่ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เครื่องตรวจวัดสายตา ตรวจวัดคลื่นสมองและการเต้นของหัวใจ
    – ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer)เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดยใช้หลักในการคำนวณแบบลูกคิด หรือหลักการนับ และทำงานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคำนวณจะแปลงเลขเลขฐานสิบก่อน แล้วจึงประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาอยู่ในรูปของตัวเลข ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย มีความสามารถในการคำนวณและมีความแม่นยำมากกว่าอนาลอกคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากจึงต้องใช้สื่อในการบันทึกข้อมูล เช่น จานแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็ก เป็นต้น เนื่องจากดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็นมาตรฐานเดียวกันและใช้กับงานได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำให้ดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาให้สามารถทำงานได้เหมาะสมกับสภาพงานทั่วไป เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคำนวณ งานวิจัยเปรียบเทียบค่าทางสถิติ งานบันทึกนัดหมาย งานส่งข้อความในรูปเอกสาร ภาพและเสียง ตลอดจนงานกราฟิกเพื่อนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ
    1.2 ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับงานเฉพาะด้าน มีประสิทธิภาพสูงและสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ เนื่องจากมีการนำเทคนิคการทำงานของอนาลอกคอมพิวเตอร์และดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาใช้งานร่วมกัน เช่น การส่งยานอวกาศขององค์การนาซา จะใช้เทคนิคของอนาลอกคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการหมุนของตัวยานอวกาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกดดันอากาศ อุณหภูมิ ความเร็ว และใช้เทคนิคของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ในการคำนวณระยะทางจากพื้นผิวโลก
    2. แบ่งตามสมรรนะ ขนาดและราคา แบ่งได้ 5 ประเภท
    2.1ซูเปอร์คอมพิวเตอร์(Supercomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะในการทำงานสูงกว่าคอมพิวเตอร์แบบอื่น ดังนั้นจึงมีผู้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computer) คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ สามารถคำนวนเลขที่มีจุดทศนิยม ด้วยความเร็วสูงมาก ขนาดหลายร้อยล้านจำนวนต่อวินาที งานที่ให้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ทำแค่ 1 วินาที ถ้าหากเอามาให้คนอย่างเราคิด อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าร้อยปี ด้วยเหตุนี้ จึงเหมาะที่จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เมื่อต้องมีการคำนวนมากๆ อย่างเช่น งานวิเคราะห์ภาพถ่าย จากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา หรือดาวเทียมสำรวจ งานวิเคราะห์โครงสร้างอาคาร ที่ซับซ้อน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ มีราคาค่อนข้างแพง ปัจจุบันประเทศไทย มีเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Cray YMP ใช้ในงานวิจัยจริง อยู่ที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สมรรถภาพสูง (HPCC) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ผู้ใช้เป็นนักวิจัยด้านวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ
    2.2 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) มีสมรรถภาพที่ต่ำกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาก แต่ยังมีความเร็วสูงมาก และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์ หรือไมโครคอมพิวเตอร์ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น จึงสามารถใช้โปรแกรมจำนวนนับร้อยแบบในเวลาเดียวกันได้ โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่องเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถใช้ได้จากทั่วโลก ปัจจุบัน องค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine)เนื่องจากเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ถูกใช้งานมากในการบริการผู้ใช้พร้อมๆ กัน เมนเฟรมคอมพิวเตอร์จึงต้องมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก
    2.3 มินิคอมพิวเตอร์(Minicomputer) เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กๆ ซึ่งสามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ จึงทำให้มินิคอมพิวเตอร์เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลาง หรือสำหรับแผนกหนึ่งหรือสาขาหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
    2.4 เวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ (Workstation Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ที่สนับสนุนการทำงานของคอมพิวเตอร์เครือข่าย ซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลโปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องพิมพ์และอุปกรณ์อื่น ๆ โดยการเชื่อมโยงกับเทอร์มินัล (Terminal) หลาย ๆ เครื่อง อีกทั้งได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการคำนวณด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรืองานอื่น ๆ ที่เน้นการแสดงผลด้านกราฟิก เช่น การนำมาช่วยออกแบบภาพกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ทำให้เวิร์คสเตชันใช้หน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงและมีหน่วยเก็บข้อมูลสำรองจำนวนมากด้วย ผู้ใช้บางกลุ่มจะเรียกเครื่องระดับเวิร์คสเตชันนี้ว่า ซูเปอร์ไมโคร (Supermicro) เพราะถูกออกแบบให้ใช้งานแบบตั้งโต๊ะ แต่ชิปที่ใช้ทำงานนั้นแตกต่างกันมาก เนื่องจากเวิร์คสเตชันส่วนมากใช้ชิปที่ลดจำนวนคำสั่งที่สามารถใช้สั่งงานให้เหลือเฉพาะที่จำเป็น เพื่อให้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็วสูง
    2.5ไมโครคอมพิวเตอร์(Microcomputer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคนเห็นว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคล หรือเรียกว่า พีซี (Personal Computer : PC) สามารถใช้เป็นเครื่องต่อเชื่อมในเครือข่าย หรือใช้เป็นเครื่องปลายทาง (terminal) ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์รับและแสดงผลสำหรับป้อนข้อมูลและดูผลลัพธ์ โดยดำเนินการการประมวลผลบนเครื่องอื่นในเครือข่าย
    อาจจะกล่าวได้ว่าไมโครคอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลกลางเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ใช้งานง่าย ทำงานในลักษณะส่วนบุคคลได้ สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ตามขนาดของเครื่องได้
    – คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กถูกออกแบบมาให้ตั้งบนโต๊ะ มีการแยกชิ้นส่วนประกอบเป็น ซีพียู จอภาพ และแผงแป้งอักขระ
    – แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (laptop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่วางใช้งานบนตักได้ จอภาพที่ใช้เป็นแบบแบนราบชนิดจอภาพผนึกเหลว (Liquid Crystal Display : LCD) น้ำหนักของเครื่องประมาณ 3-8 กิโลกรัม
    – โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (notebook computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดและความหนามากกว่าแล็ปท็อป น้ำหนักประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม จอภาพแสดงผลเป็นแบบราบชนิดมีทั้งแบบแสดงผลสีเดียว หรือแบบหลายสี โน้ตบุ๊คที่มีขายทั่วไปมีประสิทธิภาพและความสามารถเหมือน
    กับแล็ปท็อป
    – ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (palmtop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานเฉพาะอย่าง เช่นเป็นพจนานุกรม เป็นสมุดจนบันทึกประจำวัน บันทึกการนัดหมายและการเก็บข้อมูลเฉพาะบางอย่างที่สามารถพกพาติดตัวไปมาได้สะดวก

  7. simplynut said

    ชื่อ : นายนพวัฒน์
    สกุล : เสวกพิบูลย์
    BLOG : http://www.simplynut.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 8
    คำตอบ :

    1.กลัวที่จะใช้เทคโนโลยีที่ตัวเองมี
    2.กลัวว่ามันเป็นภาษาอังกฤษ แล้วไม่พยายามที่จะเรียนรู้กับมัน
    3.กลัวมันพัง กลัวได้เสียตังซ่อม
    4.ผู้ใช่ (User)

  8. prapaporn said

    ชื่อ : นางสาวประภาพร
    สกุล : ประมูลการ
    BLOG : http://www.prapaporn.wordpress.com
    ตอบคำถามข้อที4 :: ยกตัวอย่างอุปกรณ์รับข้อมูล
    คำตอบ

    1.แป้นพิมพ์ หรือ keyboard แป้นพิมพ์เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ๆ ดังนี้
    -แป้นอักขระ(alphabetic keys)
    เป็นแป้นที่มีการจัดวางอักขระเหมือนกับแป้นพิมพ์ดีดทั่วไป
    -แป้นตัวเลข (numeric keypad)
    เป็นแป้นตัวเลขทางขวามือ ถูกออกแบบเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับ งานที่ต้องป้อนข้อมูลตัวเลขเป็นประจำ
    -แป้นฟังก์ชัน (function keys)
    เป็นแป้นที่อยู่บนแถวแรกของแป้นพิมพ์ ใช้สัญลักษณ์ F1-F12 แป้นฟังก์ชันเป็นแป้นทางลัดในการเลือกคำสั่ง ซึ่งแต่ละแป้นได้มีการ บันทึกคำสั่งไว้แล้ว และแป้นฟังก์ชันของแต่ละโปรแกรมจะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป โปรแกรมสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะกำหนดแป้นฟังก์ชันเพื่อเข้าถึงคำสั่งโดยทางลัดได้
    -แป้นลูกศร (arrow keys)
    เป็นแป้นที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์
    -แป้นควบคุม (control keys)
    เป็นแป้นพิมพ์ที่ทำหน้าที่ร่วมกับแป้นพิมพ์อื่น ๆ เช่น แป้น Ctrl แป้น Shift และแป้น Alt เป็นต้น

    2.เมาส์
    เมาส์ใช้สำหรับควบคุมตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ โดยปกติแล้ว ตัวชี้ ตำแหน่งนี้จะมีลักษณะเป็นลูกศร อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนสัญลักษณ์ตัวชี้ตำแหน่งนี้ได้
    การทำงานของเมาส์จะติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านสายเคเบิ้ล แต่ปัจจุบันจะมีเมาส์ชนิดไร้สาย (wireless) ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้แสงอินฟราเรดและคลื่นสัญญาณ และเมาส์บางชนิดจะมีแท่งชี้ควบคุม (trackpoint) อยู่บนตัวเมาส์
    ลักษณะทั่วไปของเมาส์ ด้านล่างจะมีลูกกลิ้งกลม (ball) ซึ่งใช้สำหรับควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ โดยการเคลื่อนที่ของเมาส์ถูกแปลงไปเป็น สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้คอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์จะใช้สัญญาณนี้ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ

    3.แท่งชี้ควบคุม
    แท่งชี้ควบคุมหรือ trackpoint เป็นอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งที่มีขนาดเล็กคล้ายกับแท่งยางลบดินสอ และนิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา เพราะใช้เนื้อที่น้อย ข้อดีของแท่งชี้ควบคุมอีกประการหนึ่งคือไม่ต้องทำความสะอาดบ่อยเหมือนกับ เมาส์

    4.แผ่นสัมผัส
    แผ่นสัมผัส (touchpad) บางครั้งเรียก trachpad เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมระนายที่ใช้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ ของตัวชี้ตำแหน่ง แผ่นสัมผัสนิยมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา เช่นเดียวกับ trackball และ trackpoint

    5.จอยสติก
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนี่ของตัวชี้ตำแหน่งเข่นเดียวกับเมาส์ แต่จอยสติกจะมีปุ่มกดเพิ่มเติมเพื่อสั่งงานเฉพาะอย่าง ขึ้นอยู่กับ ชนิดของโปรแกรมที่ใช้จอยสติกนิยมใช้สำหรับเล่นเกมคอมพิวเตอร์และควบคุมการเคลื่อที่ของหุ่นยนต์

    6.ระบบปากกา
    ปากกาแสง (light pen) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สัมผัสกับจอภาพ เพื่อใช้ชี้ตำแหน่งและวาดข้อมูล ปากกาแสงนิยมใช้กับงานด้านการออกแบบอุปกรณ์ เช่น ไมโครโปรเซสเซอร์ และชิ้นส่วนของเครื่องบิน

    7.เครื่องอ่านพิกัด (digitizing tablet)
    digitizer เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ แปลงข้อมูล (อ่านพิกัด) ที่เป็นเส้นตรง เส้นโค้ง ภาพวาด หรือภาพถ่ายให้เป็นสัญญาณดิจิตอล จากนั้นก็จะถ่ายทอดสัญญาณนั้นไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถตกแต่งข้อมูลโดยใช้ปากกาเฉพาะที่เรียกว่า stylus วาดไปบน digitizer ได้

    8.จอภาพสัมผัส
    จอภาพแบบสัมผัส เป็นจอภาพชนิดพิเศษที่ให้ผู้ใช้งานใช้นิ้วสัมผัสบนจอภาพเพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ แทนที่จะใช้การพิมพ์ทางแป้นพิมพ์ หรือสั่งงาน ด้วยการคลิกเมาส์ การใช้งานระบบจอภาพสัมผัส ผู้ใช้จะต้องสัมผัสจอภาพที่อาจเป็นข้อความตัวเลข หรือสัญลักษณ์ตำแหน่ง จากนั้นโปรแกรมจะทำหน้าที่แปลงเป็นสัญญาณเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

    9.สมุดบันทึกดิจิตอล
    เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วยแผ่นกระดาษโน้ต หรือกระดาษที่ใช้เขียนงานทั่วไป ซึ่งจะต้องวางอยู่บนแผ่นอิเล็กทรอนิกส์ แล้วใช้งานร่วมกับ ปากกาชนิดพิเศษที่สามารถส่งสัญญาณที่เขียนบนสมุดลงไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้สามารถเรียกดูแก้ไข หรือตกแต่งได้ตามต้องการ

    10.อุปกรณ์กวาดข้อมูล
    เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้บันทึกข้อความ ภาพวาด หรือสัญลักษณ์พิเศษอื่น ๆ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีหลักการทำงานคือ อุปกรณ์จะทำการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตอลที่สามารถนำไปประมวลผลและแสดงบนจอภาพได้ อุปกรณ์กวาดข้อมูลที่ใช้กันปัจจุบันมีดังนี้

    11.สแกนเนอร์
    สแกนเนอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งสามารถจับภาพหรือ ข้อความทั้งหน้า โดยจะทำการแปลงข้อความหรือภาพจากเอกสารต้นฉบับให้อยู่ในรูปของข้อมูลดิจิตอล ซึ่งสามารถจัดเก็บและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ได้ ข้อมูลดิจิตอลนี้ยังสามารถพิมพ์ และแสดงผลร่วมกับเอกสารอื่นได้ด้วย สแกนเนอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น สแกนเนอร์แบบตั้งโต๊ะ สแกนเนอร์ขนาดมือถือ สแกนเนอร์ที่อยู่กับแป้นพิมพ์

    12.เครื่องอ่านรหัสบาร์โค้ด
    บาร์โค้ด ประกอบด้วยเส้นตรงแนวตั้งและช่องว่างที่มีขนาดแตกต่างกัน ปกตินิยมใช้พิมพ์หรือ ติดบนผลิตภัณฑ์ หรือพิมพ์เป็นฉลาก เพื่อติดกับผลิตภัณฑ์ ส่วนเครื่องอ่านรหัสบาร์โค้ดจะใช้รูปแบบของแสงจากเส้นบาร์โค้ดจำแนกประเภท ของสิ่งของ ประเภทของบาร์โค้ดมีหลายประเภท ที่แตกต่างกัน

    13.เครื่องอ่านเครื่องหมายด้วยแสง
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับประมวลผลข้อมูลจากแบบสอบถาม หรือกระดาษคำตอบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องทำเครื่องหมายลงในแบบฟอร์มให้ชัดเจน โดยส่วนมากจะใช้ดินสิน 2B เพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อ่านข้อมูลได้ ลักษณะงานที่นิยมใช้ เช่น การอ่านกระดาษคำตอบปรนัย เป็นต้น

    14.เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง
    เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง เป็นอุปกรณ์ที่สามารถอ่านอักขระจากเอกสารประเภทต่าง ๆ เช่น เอกสารจากลายมือ เอกสารที่พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การทำงานของ OCR จะอ่านลักษณะรูปร่างของอักขระและนำไปเปรียบเทียบกับรูปร่างของอักขระที่ บันทึกไว้แล้วในหน่วยความจำ จากนั้นจะแปลง อักขระนั้น ๆ ให้เป็นรหัสคอมพิวเตอร์

    15.เอ็มไอซีอาร์
    อุปกรณ์เอ็มไอซีอาร์ เป็นอุปกรณ์เพื่อรับข้อมูลและประมวลผลข้อความหรือเครื่องหมายที่พิมพ์ด้วยหมึกแม่เหล็ก เช่น เช็ค นิยมใช้ใน งานธนาคารโดยเช็คที่ยังไม่ผ่านการประมวลผลจากธนาคารจะมีหมายเลขเช็ค รหัสธนาคาร และหมายเลขบัญชี ปรากฏอยู่ด้านล่างของตัวเช็ค เมื่อเช็คผ่านการประมวลผลจากธนาคารแล้ว จำนวนเงินของเช็คฉบับนั้นจะถูกพิมพ์ที่มุมล่างด้านขวาของตัวเช็ค ต่อจากนั้นก็สามารถ จะนำเช็คไปอ่านหรือเรียงลำดับด้วยเครื่อง MICR

    16.อุปกรณ์อ่านลายมือเขียน
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดกับกระดานไวท์บอร์ดทั่ว ๆ ไป เพื่อจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อความ หรือรูปภาพที่อยู่บนกระดานไวท์บอร์ด ที่เขียนด้วยปากกาชนิดพิเศษให้อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูล เพื่อนำไปใช้กับงานต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น การจัดเก็บเนื้อหาการสอน แล้วนำไปทำเป็นสื่อการสอนในรูปแบบของ CD-ROM หรือ เว็บเพจ เป็นต้น

    17.อุปกรณ์รับข้อมูลมัลติมีเดีย
    อุปกรณ์รับข้อมูลเสียง
    โดยปกติเสียงจะถูกบันทึกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยใช้ไมโครโฟนซึ่งเชื่อมต่อกับการ์ดเสียง (sound card) เสียงที่เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ สามารถที่จะนำมาแก้ไข เปลี่ยนแปลงโดยใช้โปรแกรมจัดการเสียง

  9. pingnocolisu said

    ชื่อ : นภาพร
    สกุล : ไชยะ
    BLOG : http://pingnocolisu.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 2
    คำตอบ

    เราสามารถแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้ 2 แบบ คือ แบ่งตามลักษณะของข้อมูล และแบ่งตามสมรรถนะ ขนาด และราคา

    2.1 แบ่งตามลักษณะของข้อมูล ได้ 3 ประเภท คือ

    1. คอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก (Analog Computer)

    หมายถึง เครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการวัด (Measuring Principle) ทำงานโดยใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) แสดงออกมาในลักษณะสัญญาณที่เรียกว่า Analog Signal เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักแสดงผลด้วยสเกลหน้าปัทม์ และเข็มชี้ เช่น การวัดค่าความยาว โดยเปรียบเทียบกับสเกลบนไม้บรรทัด การวัดค่าความร้อนจากการขยายตัวของปรอทเปรียบเทียบกับสเกลข้างหลอดแก้ว

    นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของ Analog Computer ที่ใช้การประมวลผลแบบเป็นขั้นตอน เช่น เครื่องวัดปริมาณการใช้น้ำด้วยมาตรวัดน้ำ ที่เปลี่ยนการไหลของน้ำให้เป็นตัวเลขแสดงปริมาณ อุปกรณ์วัดความเร็วของรถยนต์ในลักษณะเข็มชี้ หรือเครื่องตรวจคลื่ยสมองที่แสดงผลเป็นรูปกราฟ เป็นต้น

    2. คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)

    ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปนั่นเอง เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการนับ ทำงานกับข้อมูลที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า หรือ Digital Signal อาศัยการนับสัญญาณข้อมูลที่เป็นจังหวะด้วยตัวนับ (Counter) ภายใต้ระบบฐานเวลา (Clock Time) มาตรฐาน ทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งสามารถนับข้อมูลให้ค่าความละเอียดสูง เช่นแสดงผลลัพธ์เป็นทศนิยมได้หลายตำแหน่ง เป็นต้น

    เนื่องจาก Digital Computer ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้า (มนุษย์สัมผัสไม่ได้) ทำให้ไม่สามารถรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลต้นทางที่รับเข้า (Analog Signal) เป็นสัญญาณไฟฟ้า (Digital Signal) เสียก่อน เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับไปเป็น Analog Signal เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ต่อไป

    โดยส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล (Converter) คอยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณข้อมูล ระหว่าง Digital Signal กับ Analog Signal

    3. คอมพิวเตอร์แบบลูกผสม (Hybrid Computer)

    เครื่องประมวลผลข้อมูลที่อาศัยเทคนิคการทำงานแบบผสมผสาน ระหว่าง Analog Computer และ Digital Computer โดยทั่วไปมักใช้ในงานเฉพาะกิจ โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศ ที่ใช้ Analog Computer ควบคุมการหมุนของตัวยาน และใช้ Digital Computer ในการคำนวณระยะทาง เป็นต้น

    2.2 แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา ได้ 5 ประการ ดังนี้

    1. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)

    หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถในการประมวลผลสูงที่สุด โดยทั่วไปสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการประมวลผลซับซ้อน และต้องการความเร็วสูง เช่น งานวิจัยขีปนาวุธ งานโครงการอวกาศสหรัฐ (NASA) งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น

    2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)

    หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจำและความเร็วน้อยลง สามารถใช้ข้อมูลและคำสั่งของเครื่องรุ่นอื่นในตระกูล (Family) เดียวกันได้ โดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขใดๆ นอกจากนั้นยังสามารถทำงานในระบบเครือข่าย (Network) ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องปลายทาง (Terminal) จำนวนมากได้ สามารถทำงานได้พร้อมกันหลายงาน (Multi Tasking) และใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (Multi User) ปกติเครื่องชนิดนี้นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่ มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท ตัวอย่างของเครื่องเมนเฟรมที่ใช้กันแพร่หลายก็คือ คอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู้ ATM และสาขาของธนาคารทั่วประเทศนั่นเอง

    3. มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)

    ธุรกิจและหน่วยงานที่มีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเมนเฟรมซึ่งมีราคาแพง ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กและมีราคาถูกลง เรียกว่า เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ โดยมีลักษณะพิเศษในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่มีความเร็วสูงได้ มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมูล สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ ได้แก่ กรม กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

    4.ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)

    หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็ก มีส่วนของหน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุด สามารถใช้งานได้ด้วยคนเดียว จึงมักถูกเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)

    ปัจจุบัน ไมโครคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนมาก อาจเท่ากับหรือมากกว่าเครื่องเมนเฟรมในยุคก่อน นอกจากนั้นยังราคาถูกลงมาก ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมใช้มาก ทั้งตามหน่วยงานและบริษัทห้างร้าน ตลอดจนตามโรงเรียน สถานศึกษา และบ้านเรือน บริษัทที่ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ออกจำหน่ายจนประสบความสำเร็จเป็นบริษัทแรก คือ บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์

    เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. แบบติดตั้งใช้งานอยู่กับที่บนโต๊ะทำงาน (Desktop Computer)
    2. แบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable Computer) สามารถพกพาติดตัว อาศัยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จากภายนอก ส่วนใหญ่มักเรียกตามลักษณะของการใช้งานว่า Laptop Computer หรือ Notebook Computer

    5. เวร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ (Workstation Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโตะ ที่สนับสนุนการทำงานของคอมพิวเตอร์เคืรอข่าย ซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลโปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ออกแบบมาให้มีความสามารถในการคำนวณด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรืองานด้านกราฟิก

  10. freedomzeed said

    ชื่อ : พงศธร
    สกุล : หนูอินทร์
    BLOG : http://freedomzeed.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 4
    คำตอบ

    ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์สำหรับส่งข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์การทำงานของอุปกรณที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับข้อมูล การเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ พอร์ตต่างๆ ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ภายนอก เช่น

    แป้นพิมพ์ (Keyboared)
    สแกนเนอร์(Scanner)
    เมาส์ (Mouse)
    จอยสติก(Joy stick)
    เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar code reader)
    กล้องถ่ายภาพแบบระบบดิจิตอล (Digital Camera)
    เครื่องรู้จำอักขระด้วยแสง(Optical Character Recognition – OCR)
    เครื่องอ่านพิกัด (Digitizing Tablet)
    กล้องถ่ายทอดวิดีโอดิจิทัล (Digital Video)

  11. champpy said

    ชื่อ : ธีรยุทธ
    สกุล : ธีรมีวิทยะฐานะ
    Blog : http://champpy.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 1
    คำตอบ

    คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์
    คอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้
    1. การทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic machine)
    จากคำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ที่ว่า คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการบันทึกข้อมูล ประมวลผล และแสดงผลลัพธ์นั้น จะเห็นได้ว่าการจัดเก็บข้อมูลที่บันทึกผ่านทางแป้นพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจและสามารถประมวลผลได้ และเมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผลเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้าจะถูกแปลงกลับให้เป็นรูปแบบที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้
    2. การทำงานด้วยความเร็วสูง (speed)
    เนื่องจากการทำงานของคอมพิวเตอร์เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นการดำเนินงานต่างๆ จึงสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็ว
    3. ความถูกต้องแม่นยำเชื่อถือได้ (accuracy and reliability)
    คอมพิวเตอร์จะทำงานตามคำสั่งที่มนุษย์เขียนโปรแกรมหรือคำสั่งไว้ ถ้าผู้ใช้ป้อนข้อมูลและชุดคำสั่งมีความถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลก็จะมีความถูกต้องเชื่อถือได้
    4. การเก็บข้อมูลได้ในปริมาณมาก (storage)
    คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่บันทึกเข้าไป ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะมีหน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหมื่นล้านตัวอักษร
    5. การสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูล (communication)
    คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ และสามารถทำงานที่หลากหลายมากขึ้นกว่าการใช้คอมพิวเตอร์แบบระบบเดี่ยว

    จัดปายอย่าให้เสีย !!!!!

  12. ทยอยตอบกันมาได้แล้วนะครับ

    บอกต่อเพื่อนๆ ด้วย

    ทำให้เสร็จโดยเร็ว จะได้มีเวลาไปลอยกระทง แบบสบายใจ

    หมดเขตส่ง เที่ยงคืน วันศุกร์นะ แล้วพบกันวันเสาร์ที่ ๑๕ พ.ย. ครับ

    ไปดูที่ BLOG ตัวเองด้วยว่า ครูได้ ment อะไรไว้บ้าง

    สวัสดีครับ

  13. louiszeen said

    ชื่อ : วศินี
    สกุล : ยศวิไล
    BLOG : http://louiszeen.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 7
    คำตอบ

    ความแตกต่างของหน่วยความจำหลักกับหน่วยความจำสำรองคือ หน่วยความจำหลักเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องอาศัยความจำหลักเพื่อเก็บข้อมูลและคำสั่งCPUมีการทำงานเป็นวงรอบโดยการรับคำสั่งจากหน่วยความจำหลักมาแปลงความหมายและกระทำตาม เมื่อ ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเก็บผลรับในหน่วยความจำCPUตามขั้นตอนเรื่อยๆ

    หน่วยความจำสำรอง เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูล และโปรแกรมที่ต้องการใช้งานในคราวต่อไปได้ ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลและโปรแกรมได้เป็นจำนวนมาก

  14. sirinapha said

    ชื่อ นางสาวศิรินภา
    สกุล ทองปรุง
    Blog http://www.sirinaphanui.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 5
    คำตอบ…

    หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) เป็นส่วนที่นำเอาข้อมูลและคำสั่งไปประมวลผล ประกอบด้วย 2 หน่วยคือ

    – หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่อ่านเข้ามาทีละหลายๆคำสั่งและตีความว่าเป็นคำสั่งใด ใช้ข้อมูลที่ไหน (เป็นข้อมูลที่ถูกนำเข้าหรือส่งออกจาก ALU หน่วยความจำหลัก หน่วยจัดเก็บข้อมูล หรือหน่วยนำเข้า/แสดงผลข้อมูล) ซึ่งถือว่าเป็นการควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทั้งหมดและประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์

    – หน่วยคำนาณ/ตรรกะ (Aritmetic/Logical Unit) ทำหน้าที่ประมวลผลคำสั่งด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก(+) ลบ(-) คูณ(x) หาร(/) เป็นต้น และเปรียบเทียบค่าของข้อมูลเช่น มากกว่า (>) น้อยกว่า (<) หรือ (=) เป็นต้น..

  15. blythedoll007 said

    ชื่อ นางสาว ดวงกมล
    สกุล ทองเต็ม
    Blog http://www.blythedoll007.wordpress.com

    คำถามข้อที่ 8
    คำตอบ
    - 1.การขาดการวางแผนที่ดีพอ ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี จะทำให้มีการเสียค่าใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นสูงอีก

    2. การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้ในงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานของเรานั้นต้องพิจารณาให้มีการสอดคล้องกับลักษณะงานในองค์กรของเรา หากมีการใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอคคล้องกับองค์กรจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณขององค์กร

    3. การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ถือว่าล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะการที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความมั่นใจนั่นเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช่ในองค์กรอย่างประสบความสำเร็จ

    4. โครงสร้างพื้นฐานของด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ทั่วถึง ขาดความเสมอภาคทำให้เป็นอุปสรรคในการใช้งานด้านต่างๆตามมาเช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นต้น

    5. การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เป็นคนที่ล้าหลังจนเกิดการชะงักงันในการเรียนรู้ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้วย

  16. onimaroo said

    สามารถแบ่งคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ คือ
    1. แบ่งตามลักษณะของข้อมูล
    2. แบ่งตามสมรรถนะ ขนาด และราคา

    1 แบ่งตามลักษณะของข้อมูล สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

    1.1. คอมพิวเตอร์แบบแอนาล็อก (Analog Computer)
    หมายถึง เครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการวัด (Measuring Principle) ทำงานโดยใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) แสดงออกมาในลักษณะสัญญาณที่เรียกว่า Analog Signal เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักแสดงผลด้วยสเกลหน้าปัด และเข็มชี้ เช่น การวัดค่าความยาว โดยเปรียบเทียบกับสเกลบนไม้บรรทัด การวัดค่าความร้อนจากการขยายตัวของปรอทเปรียบเทียบกับสเกลข้างหลอดแก้ว

    1.2. คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)
    คือ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงานทั่วๆ ไป เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการนับ ทำงานกับข้อมูลที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า หรือ Digital Signal อาศัยการนับสัญญาณข้อมูลที่เป็นจังหวะด้วยตัวนับ (Counter) ภายใต้ระบบฐานเวลา (Clock Time) มาตรฐาน ทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งสามารถนับข้อมูลให้ค่าความละเอียดสูง เช่นแสดงผลลัพธ์เป็นทศนิยมได้หลายตำแหน่ง เป็นต้น

    เนื่องจาก Digital Computer ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้า (มนุษย์สัมผัสไม่ได้) ทำให้ไม่สามารถรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลต้นทางที่รับเข้า (Analog Signal) เป็นสัญญาณไฟฟ้า (Digital Signal) เสียก่อน เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับไปเป็น Analog Signal เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ต่อไป

    โดยส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล (Converter) คอยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณข้อมูล ระหว่าง Digital Signal กับ Analog Signal

    1.3. คอมพิวเตอร์แบบลูกผสม (Hybrid Computer)
    คือ เครื่องประมวลผลข้อมูลที่อาศัยเทคนิคการทำงานแบบผสมผสาน ระหว่าง Analog Computer และ Digital Computer โดยทั่วไปมักใช้ในงานเฉพาะกิจ โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศ ที่ใช้ Analog Computer ควบคุมการหมุนของตัวยาน และใช้ Digital Computer ในการคำนวณระยะทาง เป็นต้น

    2 แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา สามารถแบ่งได้ 5 ประเภท ดังนี้

    2.1ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)
    ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุด และมีความเร็วในการประมวลผลสูงที่สุด โดยสามารถประมวลผลได้มากกว่า 100 ล้านคำสั่งต่อวินาที

    2.2 เมนเฟรม (Mainframe Computer)
    เมนเฟรมเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดรองลงมาจากซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ มีความเร็วในการประมวลผลข้อมูลสูง และสามารถประมวลผลข้อมูลได้ 10 ล้านคำสั่งต่อวินาที

    2.3 มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)
    มินิคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพอวเตอร์ที่มีขนาดอยู่ระหว่างเมนเฟรมกับไมโครคอมพิวเตอร์ ดังนั้น จึงมีความเร็วในการประมวลผลที่ต่ำกว่าเมนเฟรม

    2.4 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)
    ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการทำงานมาก สามารถใช้ได้ทั้งแบบผู้ใช้คนเดียวหรือเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการใช้งานทั่วๆไป ในชีวิตประจำวัน

    2.5 คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer)
    คอมพิวเตอรแบบฝัง เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีรูปร่างเหมือนคอมพิวเตอร์ปกติที่เคยใช้งานกัน แต่เป็นลักษณะของอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในเรื่องของการประมวลผลต่างๆ โดยมีการฝังชิปลงบนอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ

  17. onimaroo said

    ชื่อ : นายตุลาวุฒิ
    นามสกุล : ตันติพงศ์สกุล
    Blog : http://onimaroo.wordpress.com/
    (ขอแก้ไขครับ)

    คำถามข้อที่ 2

    สามารถแบ่งคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ คือ
    1. แบ่งตามลักษณะของข้อมูล
    2. แบ่งตามสมรรถนะ ขนาด และราคา

    1 แบ่งตามลักษณะของข้อมูล สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

    1.1. คอมพิวเตอร์แบบแอนาล็อก (Analog Computer)
    หมายถึง เครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการวัด (Measuring Principle) ทำงานโดยใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) แสดงออกมาในลักษณะสัญญาณที่เรียกว่า Analog Signal เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักแสดงผลด้วยสเกลหน้าปัด และเข็มชี้ เช่น การวัดค่าความยาว โดยเปรียบเทียบกับสเกลบนไม้บรรทัด การวัดค่าความร้อนจากการขยายตัวของปรอทเปรียบเทียบกับสเกลข้างหลอดแก้ว

    1.2. คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)
    คือ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงานทั่วๆ ไป เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการนับ ทำงานกับข้อมูลที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า หรือ Digital Signal อาศัยการนับสัญญาณข้อมูลที่เป็นจังหวะด้วยตัวนับ (Counter) ภายใต้ระบบฐานเวลา (Clock Time) มาตรฐาน ทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งสามารถนับข้อมูลให้ค่าความละเอียดสูง เช่นแสดงผลลัพธ์เป็นทศนิยมได้หลายตำแหน่ง เป็นต้น

    เนื่องจาก Digital Computer ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้า (มนุษย์สัมผัสไม่ได้) ทำให้ไม่สามารถรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลต้นทางที่รับเข้า (Analog Signal) เป็นสัญญาณไฟฟ้า (Digital Signal) เสียก่อน เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับไปเป็น Analog Signal เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ต่อไป

    โดยส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล (Converter) คอยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณข้อมูล ระหว่าง Digital Signal กับ Analog Signal

    1.3. คอมพิวเตอร์แบบลูกผสม (Hybrid Computer)
    คือ เครื่องประมวลผลข้อมูลที่อาศัยเทคนิคการทำงานแบบผสมผสาน ระหว่าง Analog Computer และ Digital Computer โดยทั่วไปมักใช้ในงานเฉพาะกิจ โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศ ที่ใช้ Analog Computer ควบคุมการหมุนของตัวยาน และใช้ Digital Computer ในการคำนวณระยะทาง เป็นต้น

    2 แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา สามารถแบ่งได้ 5 ประเภท ดังนี้

    2.1ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)
    ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุด และมีความเร็วในการประมวลผลสูงที่สุด โดยสามารถประมวลผลได้มากกว่า 100 ล้านคำสั่งต่อวินาที

    2.2 เมนเฟรม (Mainframe Computer)
    เมนเฟรมเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดรองลงมาจากซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ มีความเร็วในการประมวลผลข้อมูลสูง และสามารถประมวลผลข้อมูลได้ 10 ล้านคำสั่งต่อวินาที

    2.3 มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)
    มินิคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพอวเตอร์ที่มีขนาดอยู่ระหว่างเมนเฟรมกับไมโครคอมพิวเตอร์ ดังนั้น จึงมีความเร็วในการประมวลผลที่ต่ำกว่าเมนเฟรม

    2.4 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)
    ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการทำงานมาก สามารถใช้ได้ทั้งแบบผู้ใช้คนเดียวหรือเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการใช้งานทั่วๆไป ในชีวิตประจำวัน

    2.5 คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer)
    คอมพิวเตอรแบบฝัง เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีรูปร่างเหมือนคอมพิวเตอร์ปกติที่เคยใช้งานกัน แต่เป็นลักษณะของอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในเรื่องของการประมวลผลต่างๆ โดยมีการฝังชิปลงบนอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ

  18. anuwat31 said

    ชื่อ นายอนุวัฒน์
    สกุล สิริธัญชาติ
    Blog http://anuwat31.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 8
    คำตอบ
    1.การขาดการวางแผนที่ดีพอ
    2.การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน
    3.การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
    4.ผู้นำไปใช้ เช่น นำเทคโนโลยีที่ยังไม่ผ่านการทดสบมาใช้งาน,ใช้เวลาในการดำเนินงานมากเกินไป

  19. aofbc424 said

    ชื่อ นางสาวกฤษติยากร
    สกุล กุลทอง
    Blog http://aofbc424.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 4

    ยกตัวอย่างอุปกรณ์รับข้อมูล
    คำตอบ
    หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับข้อมูลมีหลากหลายอุปกรณ์ ได้แก่

    1. คีย์บอร์ด (Keyboard) อุปกรณ์รับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัส เพื่อบอกให้คอมพิวเตอร์รู้ว่ามีการกดตัวอักษรอะไร แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักขระที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์เป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต (Operator)

    2 เมาส์ (Mouse) อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลโดยการเลื่อนเมาส์เพื่อบังคับตัวชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนหน้าจอ

    3. OCR (Optical Character Reader) อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล โดยใช้วิธีการอ่านข้อมูลด้วยลำแสงในลักษณะพาดขวางบนเอกสารที่มีข้อมูลอยู่ แล้วแปลงรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โอซีอาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Barcode reader)

    4. OMR (Optical Mark Reader) อุปกรณ์นำเข้าที่ทำงานโดยการอ่านข้อมูลจากการทำเครื่องหมายด้วยดินสอและปากกาลงบนกระดาษคำตอบ (Answer sheet) ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

    5. เครื่องอ่านพิกัด (Digitizer) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูล มีลักษณะเป็นแผ่นกระดานสี่เหลี่ยม มีสายไฟฟ้าและอุปกรณ์คล้ายแว่นขยายที่มีเครื่องหมายกากบาทตรงกลาง พร้อมกับปุ่มสำหรับกด โดยปกติมักใช้ในการอ่านจุดพิกัดของแผนที่ หรือตำแหน่งของภาพกราฟิกต่างๆ

    6. สแกนเนอร์ (Scanner) เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลที่เป็นเอกสาร รูปภาพ หรือ รูปถ่าย

    7. ปากกาแสง (Light Pen) เป็นอุปกรณ์ทำงานคล้ายกับเมาส์ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับงานวาดภาพ

    8. จอยสติก (Joy Sticks) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมทิศทางของวัตถุบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะใช้ในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ มีทั้งที่เป็นแบบแบน แบบคันโยก หรือ แบบพวงมาลัย

    9. จอสัมผัส (Touch Screen) เป็นจอภาพชนิดพิเศษที่ใช้ระบบสัมผัสแทนการใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ นิยมนำมาใช้กับงาน

    10. เครื่องเทอร์มินัล (Point of Sale Terminal) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลอีกอย่างหนึ่งที่นิยมใช้ในร้านค้า เครื่องเทอร์มินัลนี้จะมีแป้นพิมพ์สำหรับกรอกข้อมูล มีจอภาพเล็กๆ เพื่อใช้แสดงผลต่างๆ และมีเครื่องพิมพ์สำหรับพิมพ์รายการ ทั้งนี้สามารถนำเครื่องอ่านรหัสบาร์โค๊ดเข้ามาช่วยในการรับข้อมูลได้ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดอันอาจเกิดจากการกรอกข้อมูลที่มีจำนวนมาก

    11. แผ่นสัมผัส (Touch Pads) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลโดยการใช้นิ้วสัมผัสลงบนแผ่นสัมผัส น้ำหนักที่กดสงไปจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า มักเห็นอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก

    12. กล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่สามารถแปลงข้อมูลภาพเป็นสัญญาณดิจิทัล มีลักษณะการใช้งานเหมือนกล้องถ่ายภาพทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ไม่ต้องใช้ฟิล์มในการบันทึกข้อมูล ข้อมูลภาพที่ได้สามารถถ่ายลงสู่เครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถเรียกดูได้ทันที หรือจะใช้โปรแกรมช่วยตกแต่งภาพให้ดูสวยงามขึ้นก็ได้

    13. อุปกรณ์รับข้อมูลเสียง (Voice Input Devices) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไมโครโฟน เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลในรูปแบบเสียง โดยจะทำการแปลงสัญญาณเสียงเป็นสัญญาณดิจิทัลแล้วจึงส่งไปยังคอมพิวเตอร์

  20. beammy said

    ชื่อ นางสาวจารุวัลย์
    สกุล กลั่นมารักษ์
    BLOG http://beammy.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 1
    คำตอบ
    คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์

    โดยรวมเรียนลักษณะเด่น ทั้ง 4 รวมๆกันว่า 4S Special
    1) ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความจำ ( Storage )
    2) ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความเร็ว ( Speed )
    ความเร็วในการประมวลผลข้อมูลจะถูกกำหนดโดยหน่อยประมวลผล ใน CPU โดยมีความเร็วมากกว่าล้านคำสั่งต่อวินาที
    3) ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านการปฏิบัติงานอัตโนมัติ ( Self )
    4) ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความน่าเชื่อถือ ( Sure )

  21. barbile said

    ชื่อ : พัชราภา
    สกุล : เกตุศักดิ์
    BLOG: http://barbile.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 8
    คำตอบ
    1.การขาการวางแผนที่ดีพอ
    2.การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน
    3.การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
    สำหรับสาเหตุการล้มเหลวอื่นๆที่พบจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทสมาใช้
    เช่น Schedule Overruns และ Unproven Technology
    นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ อาจสรุปได้ดังนี้
    1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง
    2.การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ
    3.โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ทั่วถึง

  22. luckytime said

    ชื่อ : ศิริลักษณ์
    สกุล : สิริวัฒน์
    BLOG : http://luckytime.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 2
    คำตอบ
    ประเภทของคอมพิวเตอร์แบ่งได้ 2 แบบ คือ
    1. แบ่งตามลักษณะของข้อมูล ได้ 3 ประเภท คือ
    1.1 Analog Computer ใช้กับงานเฉพาะด้าน ทำงานโดยใช้หลักในการวัด มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลักในการคำนวณ จะรับข้อมูลในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่องได้โดยตรงจากแหล่งเกิดข้อมูล แล้วแสดงผลทางจอภาพ หรืออ่านค่าได้จากเครื่องวัดและแทนค่าเป็นอุณหภูมิ ความเร็วหรือความดัน มีความละเอียดและสามารถคำนวณได้น้อยกว่าDigital Computer ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากเหมือนDigital Computer
    1.2 Digital Computer ทำงานโดยใช้หลักการคำนวณแบบลูกคิดและทำงานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง การคำนวณจะแปลงเลขฐานสิบเป็นฐานสอง แล้วแสดงผลลัพธ์เป็นเลขฐานสิบ ความสามารถในการคำนวณและความแม่นยำมากกว่าAnalog Computer เก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากจึงต้องใช้สื่อในการบันทึกข้อมูล สามารถทำงานได้เหมาะสมกับสภาพงานทั่วไป
    1.3 Hybrid Computer ใช้กับงานเฉพาะด้าน มีประสิทธิภาพสูงและสามาถทำงานที่ซับซ้อนได้ มีการนำเทคนิคการทำงานของAnalog Computer และDigital Computer มาใช้งานร่วมกัน
    2. แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา ได้ 5 ประเภท คือ
    2.1 Supercomputer ขนาดใหญ่ที่สุด ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด มีราคาแพงที่สุด เหมาะกับงานคำนวณที่ต้องคำนวณตัวเลขจำนวนมหาศาลให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น โดยต้องอยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมิและปราศจากฝุ่นละอององค์กรที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น สามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้จำนวนมากพร้อมๆกันได้(Multiprocessing) Supercomputer รู้จักกันดีในปัจจุบันได้แก่ Cray Supercomputer
    2.2 Mainframe Computer มีขนาดใหญ่ มีความเร็วในการประมวลผลสูงรองจากSupercomputer โดยต้องอยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมิและปราศจากฝุ่นละออง มีราคาแพง เหมาะกับงานที่มีข้อมูลที่มีปริมาณมากต้องประมวลผลพร้อมกันโดยผู้ใช้นับพันคน (Multi-user) ใช้กับองค์กรใหญ่ๆ ทั่วไป
    2.3 Minicomputer มีขนาดกลาง มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยกว่าMainframe Computer แต่สูงกว่าMicrocomputer สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้หลายร้อยคน (Multi-user) ในการทำงานที่แตกต่างกัน (Multi Programming) เช่นเดียวกับMainframe Computer แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ความเร็วในการทำงาน Minicomputer ทำงานได้ช้ากว่าและควบคุมผู้ใช้งานต่างๆในจำนวนที่น้อยกว่า สื่อที่เก็บข้อมูลมีความมจุน้อยกว่า จึงเหมาะกับองค์กรขนาดกลาง ราคาถูกกว่าMainframeมาก ทำงานเฉพาะด้าน
    2.4 Workstation Computer เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ที่สนับสนุนการทำงานของคอมพิวเตอร์เครือข่าย หน่วยประมวลผลมีประสิทธิภาพสูงและมีหน่วยเก็บข้อมูลสำรองจำนวนมาก อาจเรียกว่า Supermicro

  23. luckytime said

    ต่อ
    2.5 Microcomputer มีขนาดเล็ก ราคาถูก
    เราสามารถแบ่งคอม.ส่วนบุคคลได้ดังนี้
    - Desktop Computer
    - Notebook Computer
    -Tablet computer
    -Handheld Computer

  24. king399 said

    ชื่อ นางสาวกนกวรรณ
    สกุล คงเพียรธรรม
    Blog http://king399.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 8
    คำตอบ
    1.ผู้ที่นำเทคโนโลยี่มาใช้ขาดความรู้ความเข้าใจในการทำงาน
    2.ใช้เทคโนโลยี่ไม่เหมาะสมกับงานทีใช้
    3.ไม่เข้าใจระบบปัญหาของเทคโนโลยี่
    4.งานกับเทคโนโลยี่ที่ใช้ไม่เหมาะสมกัน

  25. Gi Ei-Due said

    ชื่อ : จักราวุธ
    นามสกุล : ดาราเรือง
    BLOG : http://guysholic.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 3
    คำตอบ : 1) การประมวลผลแบบแบทช์ (Batch Processing) เป็นระบบที่ทำงานในลักษณะ เตรียมการประมวลผลในขั้นต่อไป โดยใช้อุปกรณ์ประเภทInput/Output Unit ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของ CPU เช่น เครื่องบันทึกเทป (Key to tape) เครื่องบันทึกจานแม่เหล็ก (Key to disk)บัตรเจาะรู (Punched Card) เป็นอุปกรณ์นำเข้าและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล มีลักษณะการประมวลผลโดยมีการรวบรวมข้อมูลไว้ช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะนำข้อมูลมาประมวลผลพร้อมกัน การประมวลผลจะทำเป็นช่วงเวลา เช่น การทำบัญชีเงินเดือนพนักงานทุกสิ้นเดือน ระบบคิดดอกเบี้ยสะสม 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ของธนาคาร การบันทึกเกรดของนักศึกษาในแต่ละภาคเรียน จนถึงภาคเรียนสุดท้ายจึงพิมพ์ใบรับรองเกรดเฉลี่ย ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือภายในช่วงรอบบัญชี (1 เดือน) จะถูกเก็บสะสมจนสิ้นสุดรอบบัญชี การประมวลผลแบบนี้จะไม่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าระบบออฟไลน์ (Off-ling System) มีข้อดี คือ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้อุปกรณ์ ข้อเสีย คือ ข้อมูลจะไม่ทันสมัย
    2) การประมวลผลแบบออนไลน์ (On-line Processing) เป็นวิธีที่ผู้ใช้สามารถใช้งาน พร้อมกันได้หลายคน (Multi-user) จะประมวลผลทันทีเมื่อรับข้อมูลเข้ามา โดยไม่ต้องรอรวมข้อมูลหรือสะสมข้อมูลไว้ก่อน โดยมีการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในสถานที่อื่น มีความสามารถในการทำงานบางอย่างได้ เช่น เครื่องเอทีเอ็ม เครื่องตัดยอดของสินค้าทุกครั้งเมื่อมีการสั่งซื้อ เป็นต้น ข้อดี คือ ทำให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยเป็นปัจจุบันตลอดเวลา ข้อเสีย คือ หากมีข้อมูลมาก การประมวลผลจะช้าลง เนื่องจากมีเพียงเครื่องแม่ข่ายเท่านั้นที่ทำการประมวลผล

  26. Zeehot said

    ชื่อ นางสาววิภาดา
    สกุล ศรีทองคำ
    BLOG http://aumsec3131.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 6
    คำตอบ

    ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆคือ

    1. ซอฟต์แวร์ระบบ(System Software)มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆภายในระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ระบบ (systems software) ประกอบด้วย
    – ระบบปฎิบัติการ
    – โปรแกรมอรรถประโยชน์
    2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software)
    – ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป
    – ซอฟต์แวร์เฉพาะ
    1. ซอฟต์แวร์ระบบ หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับระบบ ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การนำเข้าข้อมูลของอุปกรณ์นำเข้า การประมวลผลของหน่วยประมวลผล การจัดสรรหน่วยความจำสำรอง และการแสดงผลของอุปกรณ์แสดงผล เป็นต้น เมื่อผู้ใช้เริ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ การทำงานจะเป็นไปตามชุดคำสั่งที่เขียนขึ้น ชุดคำสั่งนั้นก็คือ “ซอฟต์แวร์ระบบ” นั่นเอง
    ซอฟต์แวร์ประยุกต์ไม่ว่าประเภทใดล้วนแต่ต้องทำงานบนระบบปฏิบัติการทั้งสิ้น เครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่ทำงานถ้าไม่มีระบบปฏิบัติการ การเริ่มใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกครั้งจึงต้องบรรจุระบบปฏิบัติการเข้าไว้ในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน
    ที่จะให้เครื่องเริ่มทำงานอย่างอื่น ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมใช้ คือ
    ระบบปฏิบัติการ (operating system) เอ็มเอสดอส ยูนิกซ์ โอเอสทู วินโดวส์ ลินุกซ์ เป็นต้น

    1.1 ระบบปฏิบัติการ
    เนื่องจากระบบปฏิบัติการเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้

    แต่ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานทั่วไปจะมีคุณสมบัติและการทำงานที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น มินิคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องให้บริการที่ต้องคอยให้บริการและดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นบริวารจำนวนมาก ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ประเภทนี้จึงต้องมีความซับซ้อนกว่าระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์

    ตัวอย่างระบบปฏิบัติการ

    ระบบปฏิบัติการดอส (Disk Operating System :D OS) เป็นซอฟต์แวร์จัดระบบงานที่พัฒนามานานแล้ว การใช้งานจึงใช้คำสั่งเป็นตัวอักษร ดอสเป็นซอฟต์แวร์ที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ใช้
    ไมโครคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างลักษณะคำสั่ง ในระบบปฏิบัติการดอส เช่น
    C:\>copy C:\mydocument\data.doc A:\myfile
    คำสั่งนี้เป็นการใช้คำสั่งคัดลอกแฟ้มข้อมูลชื่อ data.doc ที่อยู่ใน Drive C Folder mydocument เอาไปไว้ที่ Drive A ใน Folder myfile
    ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (UNIX) เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งใช้กับเครื่อง
    มินิคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน และทำงานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน ยูนิกซ์จึงใช้ได้กับเครื่องที่เชื่อมโยงและต่อกับเครื่องปลายทางได้หลายเครื่องพร้อมกัน
    ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์ (Microsoft Windows) ระบบปฏิบัติการนี้พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์ เป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะการใช้งานแตกต่างจาก 2 ระบบแรก เนื่องจากมีส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (user interface) เป็นแบบที่เรียกว่าระบบติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก (Graphical User Interface : GUI) หรือที่เรียกว่า จียูไอ คือมีการแสดงผลเป็นรูปภาพ และใช้สัญลักษณ์ในรูปรายการเลือก (menu) หรือสัญรูป (icon) ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์แทนการพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัด ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ง่ายขึ้น ทั้งยังมีสีสันทำให้ซอฟต์แวร์น่าใช้งานมากขึ้น ระบบปฏิบัติการวินส์โดวส์นี้เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมสูงมากในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ทั่วไป ทั้งนี้นอกจากจะเป็นความง่ายในการใช้งานที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังเป็นเพราะหลังจากที่บริษัทไมโครซอฟต์ได้ผลิตระบบปฏิบัติการนี้ออกสู่ตลาด ก็ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการนี้ขึ้นหลายประเภท เช่น ซอฟต์แวร์ในกลุ่มซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน หรือซอฟต์แวร์นำเสนอข้อมูล ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้ใช้ในทุก ๆ ด้าน ทำให้เกิดการใช้งานที่แพร่หลาย นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ ๆ ที่สนับสนุนการใช้งานกับเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วินโดวส์ 3.0 (Windows 3.0) ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ทำงานบนเครื่องเดียว พัฒนาเป็นรุ่นหรือเวอร์ชั่น ที่สามารถทำงานเป็นกลุ่ม หรือเครือข่ายภายในองค์กรที่ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ และพัฒนาต่อมาเป็นวินโดวส์ 95 (Windows 95) วินโดวส์ 98 (Windows 98) วินโดวส์เอ็มอี (Windows ME) และพัฒนาเป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่สามารถจัดการด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย จัดการด้านการใช้งานอุปกรณ์ร่วมกัน และดูแลจัดสรรและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น วินโดวส์ เอ็นที (Windows NT) วินโดวส์ 2000 (Windows 2000) และวินโดวส์ เอ็กซ์พี (Windows XP) หรือแม้แต่ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์พกพาอย่างวินโดวส์ ซีอี (Windows CE)
    ระบบปฏิบัติการโอเอสทู (OS2) เป็นระบบปฏิบัติการแบบเดียวกับวินโดวส์ แต่บริษัท ผู้พัฒนาคือ บริษัทไอบีเอ็ม เป็นระบบปฏิบัติการที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้ทำงานได้หลายงานพร้อมกัน และ การใช้งานก็เป็นแบบกราฟิกเช่นเดียวกับวินโดวส์
    ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ (LINUX) เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมาโดยนักศึกษาชื่อว่า “Linus Torvalds” จากประเภทฟินแลนด์ LINUX เป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะคล้ายกับ UNIX แต่มี ขนาดเล็กกว่าและทำงานได้เร็วกว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา LINUX พัฒนาขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายให้ใช้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพัฒนาขึ้นมาเพื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ในช่วงหลังความนิยมใน การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้น จึงมีผู้พัฒนาส่วนประกอบอื่น ๆ ของ LINUX เพื่อเพิ่ม ความสามารถในการทำงานทางด้านเครือข่าย และผู้ใช้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย
    มีรายละเอียดเพิ่มเติม

    1.2 ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์ (Utility Software)
    เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยสนับสนุน เพิ่ม หรือขยายขีดความสามารถของโปรแกรมที่ใช้งาน
    อยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบปฏิบัติการโดยส่วนใหญ่จะมีโปรแกรมอรรถประโยชน์มาให้ใช้งานอยู่แล้ว เช่น

    Windows Explorer เป็นเครื่องมือแสดงไฟล์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูภาพ และแก้ไของค์ประกอบของไฟล์ได้
    Uninstaller เป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์ที่ใช้ในการยกเลิกโปรแกรมที่ทำการติดตั้งไว้ในระบบ เมื่อผู้ใช้ทำการติดตั้งโปรแกรม ระบบปฏิบัติการจะทำการบันทึกโปรแกรมนั้นไว้ในระบบไฟล์ หากผู้ใช้ต้องการลบโปรแกรมนั้นออกจากเครื่องก็สามารถใช้ เครื่องมือยกเลิกการติดตั้งโปรแกรมได้
    Disk Scanner เป็นเครื่องมือตรวจสอบดิสก์ เป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์ที่ใช้ในการตรวจหาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับฮาร์ดดิสก์ ผู้ใช้สามารถกำหนดให้เครื่องมือตรวจสอบดิสก์นี้ทำการซ่อมส่วนที่เสียหายได้
    ฯลฯ

    2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้ผลิตได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ให้ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งานได้โดยตรง โดยไม่ต้องไปพัฒนาเอง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

    2.1 ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป .เป็นซอฟต์แวร์ที่มีบริษัทผู้ผลิตได้สร้างขึ้น และวางขายทั่วไป ผู้ใช้สามารถหาซื้อมาประยุกต์ใช้งานทั่วไปได้ ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะสำหรับงานใดงานหนึ่ง ผู้ใช้งานจะต้องเป็นผู้นำไปประยุกต์กับงานของตน เช่น ครูนำมาใช้ในการผลิตสื่อการสอน นักเรียนนำมาใช้ในการทำรายงาน เป็นต้น หรือผู้ใช้อาจต้องมีการสร้างหรือพัฒนาชิ้นงานภายในซอฟต์แวร์ต่อไปอีก ราคาของซอฟต์แวร์ใช้งานทั่วไปนี้จะไม่สูงมากเกินไป ซอฟต์แวร์ใช้งานทั่วไปซึ่งนิยมเรียกว่า ซอฟต์แวร์สำเร็จ แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มตามลักษณะการใช้งาน คือ

    ด้านประมวลผลคำ
    ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล หรือตารางทำงาน
    ด้านการเก็บและเลือกค้นข้อมูลเป็นระบบฐานข้อมูล
    ด้านกราฟิก และนำเสนอข้อมูล
    ด้านการติดต่อสื่อสารทางไกล
    ด้านการพิมพ์ตั้งโต๊ะ
    ด้านการลงทุนและจัดการการเงิน
    ด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม
    ด้านการจำลอง เกม และการตัดสินใจ
    กลุ่มซอฟต์แวร์ที่มีการใช้งานมาก และจำเป็นต้องมีประจำหน่วยงาน คือ ซอฟต์แวร์ ด้านการประมวลผลคำ ด้านตารางทำงาน ด้านระบบฐานข้อมูล และด้านกราฟิก ซอฟต์แวร์สำเร็จส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์เชิงพาณิชย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ยกเว้นเฉพาะ
    กลุ่มแรก คือโปรแกรมประมวลคำที่ประเทศไทยมีการสร้าง และพัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานร่วมกับภาษาไทย และยังมีการนำซอฟต์แวร์เดิมมาดัดแปลงและเพิ่มเติมส่วนที่ใช้งานเป็นภาษาไทย

    1) ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word Processing Software)

    เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับการพิมพ์เอกสาร หน้าที่ของซอฟต์แวร์ประมวลผลคำคือ เป็นซอฟต์แวร์ใช้สำหรับจัดพิมพ์เอกสาร จัดทำรายงาน รวมทั้งงานพิมพ์ต่าง ๆ โดยบันทึกหรือพิมพ์ข้อความต่าง ๆ ลงในคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสามารถจัดเก็บเอกสารที่พิมพ์แล้วลงในหน่วยความจำรองเพื่อใช้งานในภายหลังได้ด้วย ซึ่งในสมัยก่อนการพิมพ์เอกสารต่าง ๆ ต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์ ซึ่งจะต้องอาศัยฝีมือและความชำนาญของผู้พิมพ์ ซึ่งเมื่อเกิดการพิมพ์ผิดพลาดต้องใช้ยางลบ หรือน้ำยาลบคำผิด หรือบางครั้งต้องพิมพ์เอกสารนั้นใหม่ เพราะไม่สามารถจะแก้ไขในเอกสารเดิมได้ หรือการเคลื่อนย้ายกลุ่มข้อความที่พิมพ์แล้ว ก็ไม่สามารถทำได้ ในกรณีที่มีงานพิมพ์ปริมาณมาก หรือเนื้อหามีรูปแบบซ้ำ ๆ กันผู้พิมพ์ดีดก็ต้องพิมพ์เอกสารเหล่านั้นใหม่ทุกครั้ง ทำให้เกิดปัญหาการพิมพ์ผิดพลาด การทำงานซ้ำ ๆ ทำงานปริมาณมาก ในปัจจุบันมีการนำเอาซอฟต์แวร์ประมวลผลมาใช้งาน ซึ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานเป็นอย่างมาก สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดต้นทุนการพิมพ์เอกสารอีกด้วย

    ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำมีคุณสมบัติพื้นฐานในการทำงานดังต่อไปนี้

    สามารถพิมพ์เอกสารโดยแสดงผลบนจอภาพทำให้ง่ายต่อการตรวจทาน และแก้ไข
    สามารถแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดพลาดได้โดยง่าย เช่น การลบข้อความที่พิมพ์เกินหรือการแทรกข้อความที่ตกหล่น รวมทั้งการแก้ไขคำผิด เป็นต้น
    สามารถเคลื่อนย้ายข้อความหรือประโยคจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งภายในเอกสารเดียวกัน หรือต่างเอกสารกันได้โดยง่าย
    สามารถจัดเก็บเอกสารที่พิมพ์ขึ้น ในหน่วยความจำรองเพื่อนำมาใช้งานได้ภายหลัง โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์เอกสารนั้นซ้ำอีก
    สามารถค้นหาคำ หรือประโยค ได้
    ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบของประโยค ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบไวยากรณ์ทางภาษา และวิเคราะห์ความน่าอ่าน หรือความสละสลวยของเอกสาร วิธีการของการตรวจสอบนี้จะใช้หลักวิชาทางปัญญาประดิษฐ์ว่าด้วยกฏ และข้อเท็จจริงของภาษาศาสตร์
    ต่าง ๆ เช่น การสะกดคำ การตรวจสอบความถูกต้องในการใช้ไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษ รวมทั้งการใช้ศัพท์บัญญัติต่าง ๆ
    เป็นต้น
    เอกสารที่จัดพิมพ์สวยงามน่าอ่าน เช่น สามารถกำหนดขนาด และรูปแบบของตัวอักษร รูปแบบของเอกสาร กำหนดสีตัวอักษร การนำภาพมาประกอบในเอกสารที่พิมพ์ได้ และการสร้างข้อมูลในรูปแบบตารางได้อีกด้วย ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำที่นิยมใช้ได้แก่ Microsoft Word, Pladao Writer

    2) ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน เป็นซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในงานด้านการคำนวณ หลักการทำงานของซอฟต์แวร์ตารางทำงาน คือ การให้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เสมือนกระดาษทำการหรือเวิร์คชีด (worksheet) ของผู้ใช้งานซึ่งทำงานในรูปของคอลัมน์ (column) และแถว (row) โดยนำตัวเลขที่บันทึกในแต่ละแถว หรือคอลัมน์ มาทำการคำนวณตามสูตรคณิตศาสตร์ที่กำหนดไว้เช่น การนำตัวเลขในแถวหรือคอลัมน์ใดมาคำนวณเพื่อจัดเป็นค่าของคอลัมน์ใหม่ เมื่อมีค่าในคอลัมน์ หรือแถวใดเปลี่ยนไป ค่าที่สัมพันธ์กันจะเปลี่ยนตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
    จุดเด่นที่สำคัญของซอฟต์แวร์ประยุกต์นี้คือ ช่วยทำให้งานคำนวณสะดวก รวดเร็ว ซึ่งสามารถกำหนดค่าของข้อมูลเพื่อคำนวณผลลัพธ์
    ในลักษณะต่าง ๆ ได้ รวมทั้งความสามารถในการแสดงผลลัพธ์ในรูปของตาราง และกราฟ หรือแผนภูมิต่าง ๆ ได้ซึ่งทำให้สามารถอ่านผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น

    ซอฟต์แวร์ตารางคำนวณ มีคุณสมบัติพื้นฐานในการทำงานด้านต่อไปนี้

    สามารถบันทึกข้อมูลซึ่งเป็นได้ทั้งตัวเลขข้อความ และสูตรทางคณิตศาสตร์ในแต่ละช่องของกระดาษทำการ โดยคอมพิวเตอร์จะทำการคำนวณตามสูตรคณิตศาสตร์ที่กำหนดไว้ได้
    สามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลจากตำแหน่งหนึ่ง ไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งในกระดาษทำการ ซึ่งปรากฏบนจอภาพได้โดยง่าย
    สามารถคัดลอกข้อความ ตัวเลข หรือสูตรคณิตศาสตร์จากตำแหน่งหนึ่ง ไปยังอีกตำแหน่งได้โดยไม่จำเป็นต้องป้อนข้อมูลชุดดังกล่าวใหม่
    สามารถแก้ไขเพิ่มเติม ลบข้อมูลตัวเลข ข้อความ หรือสูตรคณิตศาสตร์ ได้สะดวก สามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในกระดาษทำการไว้ในหน่วยความจำำรองเพื่อใช้งานในภายหลังได้ สามารถแสดงผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง แผนภูมิ การพิมพ์ผลลัพธ์อาจจะพิมพ์ผลออกทางเครื่องพิมพ์ในรูปของเอกสาร หรือจัดทำเป็นสไลด์หรือแผ่นใสเพื่อใช้ในการนำเสนอได้
    ซอฟต์แวร์ตารางคำนวณที่นิยมใช้ เช่น Microsoft Excel และ Pladoa Clc เป็นต้น

    3) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล ปัจจุบันนี้มีข้อมูลมีบทบาทสำคัญทุก ๆ ด้าน ทั้งในด้านการปฏิบัติงาน และการวางแผนการตัดสินใจ ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อใช้งานด้านการจัดการฐานข้อมูลจึงนับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยงานด้านการจัดเก็บข้อมูล ให้มีประสิทธิภาพทั้งในด้านการจัดเก็บ และการเรียกข้อมูลที่จัดเก็บออกมาใช้ได้ง่าย

    คุณสมบัติพื้นฐานในการทำงานของซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาในการจัดการข้อมูล คือ

    การจัดเก็บข้อมูลมีความซ้ำซ้อน ทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ และค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ
    การค้นหาข้อมูลจะทำได้ยาก เนื่องจากข้อมูลที่จัดเก็บมีหลายชุด ซึ่งต้องใช้เวลาในการค้นหา
    การดูแลรักษา และปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องและทันสมัยจะยุ่งยาก เนื่องจากความซ้ำซ้อนของข้อูลซึ่งจัดเก็บหลายชุด ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลมีมากมายหลายโปรแกรม ส่วนใหญ่เน้นการใช้งานที่ง่าย และใช้งาน ในระดับตั้งแต่ผู้ใช้คนเดียว หรือเชื่อมโยงเป็นกลุ่ม ตลอดจนเชื่อมต่อฐานข้อมูลอื่น ซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้ ได้แก่ Microsoft Access และ MySQL เป็นต้น
    4) ซอฟต์แวร์นำเสนอ เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อใช้งานด้านการนำเสนอข้อมูล (Presentation) ในรูปแบบสไลด์ ซึ่งในการแสดงผลจะต้องมีรูปแบบที่น่าสนใจ ข้อความเข้าใจง่าย กระชับได้ใจความ สามารถแสดงผลในรูปแบบกราฟ ข้อความ รูปภาพ หรือเสียงได้ ซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ Microsoft Power Point เป็นต้น

    5 ) ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิก

    ซอฟต์แวร์ชนิดนี้มีเครื่องมือสามารถปรับเปลี่ยนรูปภาพให้ได้ ตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น ปรับความเข้มของแสง ปรับเปลี่ยนความแตกต่างของสีวัตถุในภาพ และสามารถตัดแปะองค์ประกอบของภาพหลาย ๆ ภาพมาสร้างเป็นภาพใหม่ได้เหมือนการสร้างศิลปะ นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนลักษณะของภาพ ลักษณะของสีให้มีพื้นสีแบบต่าง ๆ ได้ บางโปรแกรมสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์นำเข้า เช่น เครื่องกราดตรวจ จากกล้องดิจิทัล สามารถจัดเก็บข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลสามารถนำมาแก้ไขได้อีก ซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้ เช่น Photoshop, Paint Brush เป็นต้น

    6) ซอฟต์แวร์ติดต่อสื่อสาร ในปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกขนาดสามารถเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อติดต่อ สื่อสารกันได้ผ่านระบบเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศต่าง ๆ โดยใช้ซอฟต์แวร์ ชนิดนี้ควบคุมการติดต่อสื่อสารทั้งในเครื่องผู้ส่ง และในเครื่องผู้รับด้วย ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปเพื่อการติดต่อสื่อสาร และการเข้าถึงข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีหลายชนิดตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปเพื่อการรับส่งแฟกซ์ การสนทนา การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การพูดคุยด้วยไมโครโฟน การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่จะต้องใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่เรียกว่า Web Browser หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Browser ซอฟต์แวร์เหล่านี้บางครั้งเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีพร้อมกับซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ เช่น Browser Internet Explorer ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows

    2.2 ซอฟต์แวร์เฉพาะ เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่จะต้องมีการรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ ก่อนการพัฒนาขึ้นมาเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานได้ตามความต้องการนั้น การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ชนิดนี้ส่วนใหญ่เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในงานด้านธุรกิจ ที่ผู้ใช้ไม่สามารถหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาใช้งานได้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น ระบบงานบัญชี ระบบงานคลังสินค้า ระบบงานขาย ระบบงานห้องสมุด ระบบงานทะเบียนประวัติ ระบบบริหารงานบุคคล ระบบการเรียนการสอนทางไกลผ่านเว็บ เป็นต้น จึงจำเป็นต้องว่าจ้างนักพัฒนาระบบหรือบริษัทรับพัฒนาระบบ ให้วิเคราะห์ความต้องการ ออกแบบระบบ เขียนโปรแกรม และติดตั้งเพื่อใช้งาน ดังนั้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ได้จึงตรงตามความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง

    3. ภาษาคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ใช้งานกันทั่วไป จะต้องได้รับการพัฒนาหรือสร้างขึ้นโดยผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเรียกว่า โปรแกรมเมอร์ โดยโปรแกรมเมอร์จะต้องเขียนชุดคำสั่งอย่างเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อให้กลายเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ และชุดคำสั่งเหล่านั้นจะต้องเป็น”ภาษา” (Language) ที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ หรือภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจก็จะต้องใช้ “ตัวแปลภาษา” (Translator) เป็นสื่อกลาง ภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือภาษาเครื่อง ภาษาระดับต่ำ และภาษาระดับสูง

    3.1 ภาษาเครื่อง
    การเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานในยุคแรก ๆ จะต้องเขียนด้วยภาษาซึ่งเป็นที่ยอมรับของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า ภาษาเครื่อง ภาษานี้ประกอบด้วยตัวเลขล้วน ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ทันที ผู้ที่จะเขียนโปรแกรมภาษาเครื่องได้ต้องสามารถจำรหัสแทนคำสั่งต่าง ๆ ได้ และในการคำนวณต้องสามารถจำได้ว่าจำนวนต่าง ๆ ที่ใช้ในการคำนวณนั้นถูกเก็บไว้ที่ตำแหน่งใด ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมจึงมีมาก นอกจากนี้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละระบบมีภาษาเครื่องที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความไม่สะดวกเมื่อมีการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์เพราะจะต้องเขียนโปรแกรมใหม่ทั้งหมด

    3.2 ภาษาระดับต่ำ
    เนื่องจากภาษาเครื่องเป็นภาษาที่มีความยุ่งยากในการเขียน ดังนั้นจึงมีผู้นิยมใช้น้อย ได้มีการพัฒนาภาษคอมพิวเตอร์ขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นรหัสแทนการทำงาน และใช้การตั้งชื่อตัวแปรแทนตำแหน่งที่ใช้เก็บจำนวนต่าง ๆ ซึ่งเป็นค่าของตัวแปรนั้น ๆ การใช้สัญลักษณ์ช่วยให้การเขียนโปรแกรมนี้เรียกว่า ภาษาระดับต่ำ ภาษาระดับต่ำเป็นภาษาที่มีความใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมาก ดังนั้นบางครั้งจึงเรียกภาษานี้ว่า ภาษาอิงเครื่อง (machine – oriented language) ตัวอย่างของภาษาระดับต่ำได้แก่ ภาษาแอสเซมบลี เป็นภาษาที่ใช้คำในอักษรภาษาอังกฤษเป็นคำสั่งให้เครื่องทำงาน เช่น ADD หมายถึง บวก SUB หมายถึง ลบ เป็นต้น การใช้คำเหล่านี้ช่วยให้การเขียนโปรแกรมง่ายขึ้นกว่าการใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นตัวเลขล้วน การใช้โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาแอสเซมบลีนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้ทันที จำเป็นต้องมีการแปลโปรแกรมจากภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องก่อน โดยอาศัยโปรแกรมในการแปลที่มีชื่อว่า แอสเซมเบลอร์ (assembler) ซึ่งแตกต่างไปตามเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละชนิด ดังนั้นแอสเซมเบลอร์ของเครื่องชนิดหนึ่งจะไม่สามารถใช้แปล โปแกรมภาษาแอสเซมบลีของชนิดอื่น ๆ ได้ ภาษาแอสเซมบลีนี้ยังคงใช้ยาก เพราะผู้เขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างละเอียด ต้องรู้ว่าจำนวนที่จะนำมาคำนวณนั้น
    อยู่ ณ ตำแหน่งใดในหน่วยความจำในทำนองเดียวกับการเขียนโปรแกรมเป็นภาษาเครื่อง ภาษาแอสเซมบลีจึงมีผู้ใช้น้อย และมักจะใช้ในกรณีที่ต้องการควบคุมการทำงานภายในของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์

    3.3 ภาษาระดับสูง
    ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรม กล่าวคือ ลักษณะของคำสั่งจะประกอบด้วยคำต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายในทันที ผู้เขียนโปรแกรมจึงเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงได้ง่ายกว่าเขียนด้วยภาษาแอสเซมบลีหรือภาษาเครื่อง ภาษาระดับสูงมีมากมายหลายภาษา เช่น ภาษาฟอร์แทน (FORTRAN) ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาเบสิก (BASIC) ภาษาวิชวลเบสิก (Visual Basic) ภาษาซี C และภาษาจาวา (Java) เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงแต่ละภาษาจะต้องมีโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง เช่น โปรแกรมภาษาฟอร์แทรนเป็นภาษาเครื่อง โปรแกรมแปลภาษาปาสคาลเป็นภาษาเครื่อง คำสั่งหนึ่งคำสั่งในภาษาระดับสูงจะถูกแปลเป็นภาษาเครื่องหลายคำสั่งเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้

    การแปลภาษาระดับสูงให้ภาษาเครื่องโปรแกรมแปลภาษาที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่

    คอมไพเลอร์ (compiler) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการแปลโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงที่เรียกกันว่า โปรแกรมต้นฉบับ (source program) ให้เป็นโปรแกรมภาษาเครื่อง (object program)
    ถ้ามีข้อผิดพลาดเครื่องจะพิมพ์รหัสหรือข้อผิดพลาดออกมาด้วยภายหลังการแปลถ้าไม่มีข้อผิดพลาด ผู้ใช้สามารถสั่งประมวลผลโปรแกรม และสามารถเก็บโปรแกรมที่แปลภาษาเครื่องไว้ใช้งานต่อไปได้อีกโดยไม่ต้องทำการแปลโปรแกรมซ้ำอีก ตัวอย่างโปรแกรมแปลภาษาแบบนี้ ได้แก่ โปรแกรมแปลภาษาฟอร์แทรน โปรแกรมแปลภาษาโคบอล โปรแกรมแปลภาษาปาสคาล โปรแกรมแปลภาษาซี
    อินเทอร์พรีเตอร์ (interpreter) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการแปลโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง เช่นเดียวกับคอมไพเลอร์ ความแตกต่างจะอยู่ที่อินเทอร์พรีเตอร์จะทำการแปล และประมวลผลทีละคำสั่ง ข้อเสียของอินเทอร์พรีเตอร์ก็คือ ถ้านำโปรแกรมนี้มาใช้งานอีกจะต้องทำการแปลโปรแกรมทุกครั้ง ภาษาบางภาษามีโปรแกรมแปลทั้งสองลักษณะ เช่น ภาษาเบสิก เป็นต้น

  27. auybc424 said

    ชื่อ นางสาวรจนา
    สกุล กระแสโสม
    BLOG http://auybc424.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 5

    คำตอบ

    หน่วยประมวลผลกลาง ( Central Processing Unit : CPU ) ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับเข้ามา และทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของหน่วยต่างๆภายในคอมพิวเตอร์

    หน่วยย่อยประมวลผลกลางประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ ได้แก่
    1. หน่วยควบคุม (control Unit)
    2. หน่วยคณิตศาสตร์และตรรกะ (Arithmetic and logic Unit)
    3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory)

  28. wilawanhome said

    ชื่อ :นางสาว วิลาวัณย์
    สกุล :สุขสิงขร
    Blog :http://wilawanhome.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 8
    1.การขาดการวางแผนที่ดีพอ
    2.การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับงานมาใช้
    3.การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
    4.ผู้ใช้

  29. pasupa3131 said

    ชื่อ นางสาวพสุภา
    สกุล ล้ออุทัย
    BLOG http://pasupa3131.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 6

    คำตอบ

    ประเภทของซอฟต์แวร์

    ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ(System Softwaer) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer)

    1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Softwaer)
    หมายถึง โปรแรกมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นโปรแกรมตามหน้าที่การทำงานดังนี้

    1.1 OS (Operating System) คือ โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานส่วนต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยความจำ ควบคุมหน่วยประมวลผล ควบคุมหน่วยรับและควบคุมหน่วยแสดงผล ตลอดจนแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด และสามารถใช้อุปกรณ์ทุกส่วนของคอมพิวเตอร์และช่วยจัดการกระบวนการพื้นฐานที่สำคัญ ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นการเปิด หรือปิดไฟล์ การสื่อสารกันระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่อง การส่งข้อมูลออกสู่เครื่องพิมพ์หรือสู่จอภาพ เป็นต้น ก่อนที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะสามารถอ่านไฟล์ต่าง ๆ หรือสามารถใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้จะต้องผ่านการดึงระบบปฏิบัติการออกมาฝังตัวอยู่ในหน่าวความจำก่อน ปัจจุบันนี้มีโปรแกรมระบบบอยู่หลายตัวด้วยกันซึ่งแต่ละตัวนั้นก็เป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลักษณะการทำงานจะไม่เหมือนกัน ดังนี้

    -DOS (Disk operating System) เป็นระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ในอดีตออกมาพร้อมกับเครื่องพีซีของไอบีเอ็มรุ่นแรก ๆ จากนั้นก็มีการพัฒนารุ่นใหม่ออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวอร์ชั่นสุดท้ายคือ เวอร์ชั่น 6.22 หลังจากที่มีการประกาศใช้วินโดวส์ 95 ก็คงจะไม่ผลิต DOS เวอร์ชชั่นใหม่ออกมาแล้ว โดยทั่วไปจะนิยมใช้วินโดวส์ 3.x ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมเสริมชนิดหนึ่งที่ใช้ในดอส

    -UNIX เป็นระบบ OS ที่สามารถใช้ร่วมกันได้หลายคน (Multiuser) หรือเป็นระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย โดยที่ผู้ใช้แต่ละคนจะต้องมีชื่อและพาสเวิร์ดส่วนตัว และสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทั่วโลก โดยผ่านทางสายโทรศัพท์และมี Modem เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลหรือโอนย้ายข้อมูล นิยมใช้อย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐบาล หรือบริษัทเอกชนที่มีระบบคอมพิวเตอร์ใหญ่ ๆ ใช้ ในระบบยูนิกซ์เองก็มีวินโดวส์อีกชนิดหนึ่งใช้เรียกว่า X Windows สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ระบบยูนิกซ์ในเครื่องพีซีที่บ้านก็มีเวอร์ชั่นสำหรับพีซีเรียกว่า Linux ซึ่งจะมีคำสั่งพื้นฐานคล้าย ๆ กับระบบยูนิกซ์

    -LAN เป็นระบบปฏิบัติการแบบเครือข่ายเช่นเดียวกัน แต่จะใช้เชื่อมโยงกันในระยะใกล้ ๆ เช่น ในอาคารเดียวกันหรือระหว่างอาคารที่อยู่ใกล้กัน โดยใช้สาย Lan เป็นตัวเชื่อมโยง

    -WINDOWS เป็นระบบปฏิบัติการที่กำลังนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาถึงรุ่น Windows XP แล้ว บริษัทไมโครซอฟต์ได้เริ่มประกาศใช้ MS Windows 95 ครั้งแรกเมื่อ 24 สิงหาคม ค.ศ.1995 โดยมีความคิดที่ว่าจะออกมาแทน MS-DOS และ วินโดวส์ 3.X ที่ใช้ร่วมกันอยู่ ลักษณะของวินโดวส์ 95 จึงคล้ายกับเป็นระบบโอเอสที่มีทั้งดอสและวินโดวส์อยู่ในตัวเดียวกัน แต่เป็นวินโดวส์ที่มีลักษณะพิเศษกว่าวินโดวส์เดิม เช่น มีคุณสมบัติเป็น Plug and play ซึ่งสามารถจะรู้จักฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องได้โดยอัตโนมัติ มีลักษณะเป็นระบบ 32 บิต ในขณะที่วินโดวส์ เดิมเป็นระบบ 16 บิต เป็นต้น บริษัทไมโครซอฟต์ไม่ได้หยุดเพียงแค่วินโดวส์ 95 แต่ได้มีการพัฒนาเพิ่มฟังก์ชันใหม่ ๆ เข้าไป ในที่สุดก็ออกระบบโอเอสตัวถัดมาเป็น MS Windows 98 , MS ME และ MS Windows XP ตามลำดับโดยที่มีการติดตั้ง และการใช้งานที่มีพื้นฐานไม่แตกต่างกันมากนัก จึงง่ายสำหรับผู้ใช้ในการปรับตัวเข้ากับระบบโอเอสใหม่ ๆ

    -Windows NT เป็นระบบ OS ที่ผลิตจากบริษัทไมโครซอฟต์เช่นเดียวกัน เป็นระบบ 32 บิต มีรูปลักษณ์เป็นกราฟิกที่ต้องใช้เมาส์คล้ายกับวินโดวส์ทั่วไป แต่นิยมใช้ในระบบเวิร์กสเตชันมากกว่าในเครื่องพีซีทั่ว ไป

    -OS/2 เป็นระบบ OS ที่ผลิตออกมาจากบริษัท IBM เป็นระบบ 32 บิต ที่มีรูปลักษณ์เป็นกราฟฟิกที่ต้องใช้เมาส์ คล้ายกับวินโดวส์ทั่วไปเช่นกัน

    1.2 Translation Program คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการแปลโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาเครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ไม่เข้าใจให้เป็นภาษาที่เครื่องสามารถรู้เรื่องเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ เช่น ภาษา BASIC ,COBOL,C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY เป็นต้น สำหรับตัวแปลนั้นจะมี 3 แบบคือ

    -Assembler เป็นโปแกรมที่ใช้แปลภาษาแอสแซมบลี ซึ่งมีลักษณะการแปลทีละคำสั่ง เมื่อทำตามคำสั่งนั้นเสร็จแล้ว ก็จะแปลคำสั่งถัดไปเรื่อย ๆ จนจบ

    -Interpreter เป็นโปรแกรมที่ใช้แปลภาษาเบสิก โดยจะแปลทีละคำสั่งแล้วทำตามคำสั่งนั้น แล้วแปลต่อไปเรื่อย ๆ จนจบโปรแกรม

    -Compiler เป็นโปรแกรมที่ใช้แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง ซึ่งจะแปลทั้งโปรแกรมให้เสร็จก่อน จากนั้นจึงจะปฏิบัติตามคำสั่งทีละคำสั่ง

    1.3 Utility Program คือ โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ให้สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็วและง่ายขึ้น เช่น โปรแกรมที่ใช้ในการเรียงลำดับข้อมูล โปรแกรมโอนย้ายข้อมูลจากชนิดหนึ่งไปยังอีกชนิดหนึ่ง โปรแกรมรวบรวมข้อมูล 2 ชุดเข้าด้วยกัน โปรแกรมคัดลอกข้อมูลเป็นต้น

    14. Diagnostic Program คือ โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อผิดพลาดในการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปแกรม QAPLUS โปรแกรม NORTON เป็นต้น และเมื่อพบข้อผิดพลาดก็จะแจ้งขึ้นบนจอภาพให้ทราบ

    2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer)
    หมายถึง โปรแกรมที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เขียนมาใช้งานเอง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

    2.1 User Program คือ โปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนมาใช้เอง โดยใช้ภาษาระดับต่าง ๆ ทางคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษา BSDIC, COBOL, PSDCSL, C, ASSEMBLY FORTRAN ฯลฯ ซึ่งการที่จะเลือกใช้ภาษาใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงานเหล่านั้นด้วย เช่น โปรแกรมระบบบัญชี, โปแกรมควบคุมสต็อกสินค้า, โปแกรมแฟ้มทะเบียนประวัติ โปรแกรมคำนวณภาษี,โปรแกรมคิดเงินเดือน เป็นต้น

    2.2 Package Program คือ โปรแกรมสำเร็จรูปซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างหรือเขียนขึ้นมาโดยบริษัทต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้ทันทีตัวอย่างเช่น
    -Word Processor โปรแกรมที่ช่วยในการทำเอกสาร พิมพ์งานต่าง ๆ เช่น เวิร์ดจุฬา, เวิร์ดราชวิถี, Microsoft Word, WordPerfect, AmiPro เป็นต้น

    -Spreadsheet โปรแกรมที่ใช้ในการคำนวณข้อมูล มีลักษณะเป็นตาราง เช่น Lotus 1-2-3, Microsoft Excel เป็นต้น

    -Database โปรแกรมที่ใช้ในการทำงานทางด้านฐานข้อมูลจะใช้เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่ และมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก เช่น dBASE lll Plis, Foxbase, Microsoft Access, foxpro, Visual Foxpro เป็นต้น

    โปรแกรมที่ใช้ในการทำงานทางด้านการสร้างรูปภาพและกราฟฟิกต่าง ๆ รวมทั้งงานทางด้านสิ่งพิมพ์ การทำโบรชัวร์ แผ่นพับ นามบัตร เช่น CorelDraw, Photoshop, Harvard Graphic, Freelance Graphic, PowerPoint, PageMaker เป็นต้น

  30. bettyboom said

    ชื่อ นางสาว คชารัตน์
    สกุล สวนศรี
    Blog http://bettyboom.wordpress.com

    คำถามข้อที่ 3

    การประมวลผลแบบแบทซ์ เป็นระบบที่ทำงานในลักษณะเตรียมการประมวลผลในขั้นต่อไปโดยใช่อุปกรณ์ประเภท Input/Outputแต่อุปกรณ์พวกนี้ไม่อยู่ใต้การควบคุมของ CPU มีลักษณะการประมวลผลโดยมีการรวบรวมข้อมูลไว้ช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะนำข้อมูลมาประมวลผลพร้อมกัน
    แต่การประมวลผลแบบออนไลน์นั้น เป็นวิธีที่ผู้ใช้สามารถใช้งาน พร้อมกันหลายๆคน ประมวลแบบทันทีเมื่อรับข้อมูลแล้ว โดยไม่ต้องรอรวมข้อมูล

  31. bonpodoo said

    ชื่อ นาย บรรพต
    สกุล แซ่อ้วง
    Blog http://bonpodoo.wordpress.com

    คำถามข้อที่3

    มีทั้งหมด 4 ประการ ทั้ง 4รวมๆว่า 4SSpecial
    1.ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความจำ(Storage)
    2.ความเร็ว(Speed)เป็นความเร็วในการประมวลผลข้อมูลจะถูกกำหนดโดยหน่วยประมวลผล
    3.ด้านการปฏิบัติงานอัตโนมัติ(Self)
    4.ด้านความเชื่อถือ(Sure)

  32. kanruethai22 said

    ชื่อ นางสาวกันต์ฤทัย
    สกุล ดวงแก้วปั๋น
    BLOG http://kanruethai22.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 6
    คำตอบ…..
    ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
    1.ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
    2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
    ในการทำงานใดๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีซอฟต์แวร์ทั้ง 2 ประเภท เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยซอฟต์แวร์ระบบทำหน้าที่ควบคุมส่วนของฮาร์ดแวร์ให้ทำงานอย่างอัตโนมัติ ส่วนของซอฟต์แวร์ประยุกต์นั้นจะทำหน้าที่ควบคุมให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการเพื่อประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ

    ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
    ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์โดยเป็นตัวกลางที่ช่วยให้ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อและสั่งงานคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น ซอฟต์แวร์ที่จัดอยู่ในประเภทของซอฟต์แวร์ระบบได้แก่
    1.โปรแกรมระบบปฏิบัติการ
    2.โปรแกรมอรรถประโยชน์
    3.โปรแกรมแปลภาษา
    โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS)
    ระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อกับฮาร์ดแวร์ของเครื่องโดยตรง โปรแกรมใช้งานหรือโปรแกรมประยุกต์ใดๆ ที่ต้องการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องอาศัยการสั่งงานของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ เพื่อควบคุมการทำงานของ เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละระบบหรือแต่ละประเภท จะมีความแตกต่างกัน เช่น โปรแกรมระบบปฏิบัติการสำหรับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่ง ก็จะแตกต่างกับโปรแกรมระบบปฏิบัติการของ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ของระบบอื่นๆ เป็นต้น โปรแกรมระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ได้แก่ MS-DOS, UNIX, WINDOWS 95 และ WINDOWS 98 เป็นต้น
    โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utilities Program)
    เป็นโปรแกรมระบบอีกประเภทหนึ่งที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างที่กำลังใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งโดยปกติแล้วโปรแกรมอรรถประโยชน์จะทำงานร่วมกับโปรแกรมระบบปฏิบัติการ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของโปรแกรมระบบปฏิบัติการในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดเตรียมเนื้อที่ในดิสก์ ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลลงบนดิสก์ได้ หรือโปรแกรมที่อำนวยความสะดวก ในการทำสำเนาข้อมูลของโปรแกรมที่ต้องการเพื่อนำไปใช้ในที่ต่างๆ ได้หรือช่วยให้ผู้ใช้สามารถเขียนโปรแกรม สร้างแฟ้มข้อมูล หรือข้อความต่างๆ ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เป็นต้น ตัวอย่างของโปรแกรมอรรถประโยชน์ที่นิยมใช้กันได้แก่ โปรแกรม Sidekick, PC-Tool หรือ Norton Utility เป็นต้น นอกจากนี้ในโปรแกรมระบบปฏิบัติการ WINDOWS 95 และ WINDOWS 98 ก็มีโปรแกรมอรรถประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานและแก้ปัญหาทางเทคนิคหรือแม้แต่ช่วยตรวจสอบและลดปัญหาบางประการของระบบคอมพิวเตอร์
    โปรแกรมแปลภาษา ( Translator)
    เป็นโปรแกรมซึ่งมักเขียนขึ้นมาโดยบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ หรือบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการแปลความหมายของคำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจและทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ได้แก่ ภาษาเบสิก ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล หรือภาษาซี เป็นต้น โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะต้องใช้โปรแกรมแปลภาษาเพื่อทำการแปลคำสั่งในภาษาเหล่านี้ให้เป็นภาษาเครื่องเสียก่อน ซึ่งภาษาเครื่องเป็นภาษาเดียวที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ และสามารถทำงานได้ โปรแกรมแปลภาษาที่ใช้กันในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ คอมไพเลอร์และอินเตอร์ พรีเตอร์

    ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
    ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
    -ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน (Special Purpose Software)
    จะมีความเหมาะสมกับงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมด้านการคำนวณราคาค่าน้ำของแต่ละบ้าน จะมีประโยชน์กับงานด้านการประปา หรือโปรแกรมสำหรับฝากถอนเงิน ก็จะมีประโยชน์กับองค์กรเกี่ยวกับการเงิน เช่น ธนาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้านส่วนมากจะไม่มีการจำหน่ายอยู่ทั่วไป องค์กรที่ต้องการใช้งานมักจะต้องพัฒนาด้วยตนเอง หรือว่าจ้างบริษัทซอฟต์แวร์พัฒนาให้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีบริษัทซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะด้านมาวางจำหน่ายก็มักจะมีราคาสูง รวมทั้งมีข้อเสนอในการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับองค์กรต่าง ๆ ด้วย
    -ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป (General purpose Software)
    จะเป็นซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาสำหรับงานทั่ว ๆ ไป สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานส่วนตัวได้อย่างหลากหลาย ทำให้เป็นซอฟต์แวร์ประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่ในเครื่องระดับไมโครคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป

  33. taweeluk said

    ชื่อ นางสาวทวีรัก
    สกุล คุณวัฒนากุล
    BLOG http://taweeluk.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 6
    คำตอบ

    แบ่งประเภทของซอร์ฟแวร์แล้วว่ามี 2 ประเภทคือ
    Applications คือโปรแกรมการใช้งาน
    Operating System (OS) คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์

    สำหรับในส่วนนี้จะขออธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ดังนี้

    Applications
    Applications สำหรับสำนักงานทั่วไปประกอบด้วย
    เวิร์ดโปรเซสซิ่ง สำหรับสร้างจดหมาย ได้แก่ MS Word, Lotus Ami Pro
    สเปรดชีต สำหรับงานเกี่ยวกับคำนวณ ตาราง กราฟ ได้แก่ MS Excel, Lotus 123
    ดาต้าเบส สำหรับงานเก็บข้อมูล เพื่อการประมวลผล ได้แก่ MS Access, FoxPro, Dbase, Approach
    เดสก์ทอปพับลิชชิ่ง ได้แก่ โปรแกรมสร้างสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น Adobe PageMaker, CorelDraw, FreeHand
    Operating System
    ระบบปฏิบัติการ หรือ OS เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุม การทำงานของคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ คล้ายล่าม แปลภาษาระหว่างคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ทุก ๆ เครื่องจะต้องมีระบบปฏิบัติการเสมอ ระบบปฏิบัติการที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ระบบดอส, วินโดวส์ 3.1, วินโดวส์ 95, 98 ส่วนเวอร์ชั่นปัจจุบันคือ วินโดวส์ 2000 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติอื่นๆ เช่น ยูนิกซ์, ลีนุกซ์

    สำหรับระบบปฏิบัติการในระบบเครือข่าย ได้ระบบ Novell Netware, Windows NT เป็นต้น

    วินโดวส์ 2000 คือระบบปฏิบัติการในระบบเครือข่าย หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Windows NT 5

    ข้อระวังสำหรับการเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ คือ ซอร์ฟแวร์ที่จะนำมาใช้งาน เช่น ไมโครซอร์ฟเวิร์ด ไม่สามารถทำงานได้ ในระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เป็นต้น

  34. taweeluk said

    ชื่อ นางสาวทวีรัก
    สกุล คุณวัฒนากุล
    BLOG http://taweeluk.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 6
    คำตอบ

    แบ่งประเภทของซอร์ฟแวร์แล้วว่ามี 2 ประเภทคือ
    Applications คือโปรแกรมการใช้งาน
    Operating System (OS) คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์

    สำหรับในส่วนนี้จะขออธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ดังนี้

    Applications
    Applications สำหรับสำนักงานทั่วไปประกอบด้วย
    เวิร์ดโปรเซสซิ่ง สำหรับสร้างจดหมาย ได้แก่ MS Word, Lotus Ami Pro
    สเปรดชีต สำหรับงานเกี่ยวกับคำนวณ ตาราง กราฟ ได้แก่ MS Excel, Lotus 123
    ดาต้าเบส สำหรับงานเก็บข้อมูล เพื่อการประมวลผล ได้แก่ MS Access, FoxPro, Dbase, Approach
    เดสก์ทอปพับลิชชิ่ง ได้แก่ โปรแกรมสร้างสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น Adobe PageMaker, CorelDraw, FreeHand
    Operating System
    ระบบปฏิบัติการ หรือ OS เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุม การทำงานของคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ คล้ายล่าม แปลภาษาระหว่างคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ทุก ๆ เครื่องจะต้องมีระบบปฏิบัติการเสมอ ระบบปฏิบัติการที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ระบบดอส, วินโดวส์ 3.1, วินโดวส์ 95, 98 ส่วนเวอร์ชั่นปัจจุบันคือ วินโดวส์ 2000 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติอื่นๆ เช่น ยูนิกซ์, ลีนุกซ์

    สำหรับระบบปฏิบัติการในระบบเครือข่าย ได้ระบบ Novell Netware, Windows NT เป็นต้น

    วินโดวส์ 2000 คือระบบปฏิบัติการในระบบเครือข่าย หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Windows NT 5

    ข้อระวังสำหรับการเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ คือ ซอร์ฟแวร์ที่จะนำมาใช้งาน เช่น ไมโครซอร์ฟเวิร์ด ไม่สามารถทำงานได้ ในระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เป็นต้น

    เครดิต http://www.it-guides.com

  35. phakawan said

    ชื่่อ ผกาวรรณ
    สกุล สมมุติ
    Blog http://www.phakawan.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 4
    คำตอบ
    1.แป้นพิมพ์ หรือ keyboard แป้นพิมพ์เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ๆ ดังนี้
    -แป้นอักขระ(alphabetic keys)
    เป็นแป้นที่มีการจัดวางอักขระเหมือนกับแป้นพิมพ์ดีดทั่วไป
    -แป้นตัวเลข (numeric keypad)
    เป็นแป้นตัวเลขทางขวามือ ถูกออกแบบเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับ งานที่ต้องป้อนข้อมูลตัวเลขเป็นประจำ
    -แป้นฟังก์ชัน (function keys)
    เป็นแป้นที่อยู่บนแถวแรกของแป้นพิมพ์ ใช้สัญลักษณ์ F1-F12 แป้นฟังก์ชันเป็นแป้นทางลัดในการเลือกคำสั่ง ซึ่งแต่ละแป้นได้มีการ บันทึกคำสั่งไว้แล้ว และแป้นฟังก์ชันของแต่ละโปรแกรมจะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป โปรแกรมสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะกำหนดแป้นฟังก์ชันเพื่อเข้าถึงคำสั่งโดยทางลัดได้
    -แป้นลูกศร (arrow keys)
    เป็นแป้นที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์
    -แป้นควบคุม (control keys)
    เป็นแป้นพิมพ์ที่ทำหน้าที่ร่วมกับแป้นพิมพ์อื่น ๆ เช่น แป้น Ctrl แป้น Shift และแป้น Alt เป็นต้น

    2.เมาส์
    เมาส์ใช้สำหรับควบคุมตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ โดยปกติแล้ว ตัวชี้ ตำแหน่งนี้จะมีลักษณะเป็นลูกศร อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนสัญลักษณ์ตัวชี้ตำแหน่งนี้ได้
    การทำงานของเมาส์จะติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านสายเคเบิ้ล แต่ปัจจุบันจะมีเมาส์ชนิดไร้สาย (wireless) ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้แสงอินฟราเรดและคลื่นสัญญาณ และเมาส์บางชนิดจะมีแท่งชี้ควบคุม (trackpoint) อยู่บนตัวเมาส์
    ลักษณะทั่วไปของเมาส์ ด้านล่างจะมีลูกกลิ้งกลม (ball) ซึ่งใช้สำหรับควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ โดยการเคลื่อนที่ของเมาส์ถูกแปลงไปเป็น สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้คอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์จะใช้สัญญาณนี้ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ

    3.แท่งชี้ควบคุม
    แท่งชี้ควบคุมหรือ trackpoint เป็นอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งที่มีขนาดเล็กคล้ายกับแท่งยางลบดินสอ และนิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา เพราะใช้เนื้อที่น้อย ข้อดีของแท่งชี้ควบคุมอีกประการหนึ่งคือไม่ต้องทำความสะอาดบ่อยเหมือนกับ เมาส์

    4.แผ่นสัมผัส
    แผ่นสัมผัส (touchpad) บางครั้งเรียก trachpad เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมระนายที่ใช้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ ของตัวชี้ตำแหน่ง แผ่นสัมผัสนิยมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา เช่นเดียวกับ trackball และ trackpoint

    5.จอยสติก
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนี่ของตัวชี้ตำแหน่งเข่นเดียวกับเมาส์ แต่จอยสติกจะมีปุ่มกดเพิ่มเติมเพื่อสั่งงานเฉพาะอย่าง ขึ้นอยู่กับ ชนิดของโปรแกรมที่ใช้จอยสติกนิยมใช้สำหรับเล่นเกมคอมพิวเตอร์และควบคุมการเคลื่อที่ของหุ่นยนต์

    6.ระบบปากกา
    ปากกาแสง (light pen) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สัมผัสกับจอภาพ เพื่อใช้ชี้ตำแหน่งและวาดข้อมูล ปากกาแสงนิยมใช้กับงานด้านการออกแบบอุปกรณ์ เช่น ไมโครโปรเซสเซอร์ และชิ้นส่วนของเครื่องบิน

    7.เครื่องอ่านพิกัด (digitizing tablet)
    digitizer เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ แปลงข้อมูล (อ่านพิกัด) ที่เป็นเส้นตรง เส้นโค้ง ภาพวาด หรือภาพถ่ายให้เป็นสัญญาณดิจิตอล จากนั้นก็จะถ่ายทอดสัญญาณนั้นไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถตกแต่งข้อมูลโดยใช้ปากกาเฉพาะที่เรียกว่า stylus วาดไปบน digitizer ได้

    8.จอภาพสัมผัส
    จอภาพแบบสัมผัส เป็นจอภาพชนิดพิเศษที่ให้ผู้ใช้งานใช้นิ้วสัมผัสบนจอภาพเพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ แทนที่จะใช้การพิมพ์ทางแป้นพิมพ์ หรือสั่งงาน ด้วยการคลิกเมาส์ การใช้งานระบบจอภาพสัมผัส ผู้ใช้จะต้องสัมผัสจอภาพที่อาจเป็นข้อความตัวเลข หรือสัญลักษณ์ตำแหน่ง จากนั้นโปรแกรมจะทำหน้าที่แปลงเป็นสัญญาณเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

    9.สมุดบันทึกดิจิตอล
    เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วยแผ่นกระดาษโน้ต หรือกระดาษที่ใช้เขียนงานทั่วไป ซึ่งจะต้องวางอยู่บนแผ่นอิเล็กทรอนิกส์ แล้วใช้งานร่วมกับ ปากกาชนิดพิเศษที่สามารถส่งสัญญาณที่เขียนบนสมุดลงไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้สามารถเรียกดูแก้ไข หรือตกแต่งได้ตามต้องการ

    10.อุปกรณ์กวาดข้อมูล
    เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้บันทึกข้อความ ภาพวาด หรือสัญลักษณ์พิเศษอื่น ๆ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีหลักการทำงานคือ อุปกรณ์จะทำการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตอลที่สามารถนำไปประมวลผลและแสดงบนจอภาพได้ อุปกรณ์กวาดข้อมูลที่ใช้กันปัจจุบันมีดังนี้

    11.สแกนเนอร์
    สแกนเนอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งสามารถจับภาพหรือ ข้อความทั้งหน้า โดยจะทำการแปลงข้อความหรือภาพจากเอกสารต้นฉบับให้อยู่ในรูปของข้อมูลดิจิตอล ซึ่งสามารถจัดเก็บและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ได้ ข้อมูลดิจิตอลนี้ยังสามารถพิมพ์ และแสดงผลร่วมกับเอกสารอื่นได้ด้วย สแกนเนอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น สแกนเนอร์แบบตั้งโต๊ะ สแกนเนอร์ขนาดมือถือ สแกนเนอร์ที่อยู่กับแป้นพิมพ์

    12.เครื่องอ่านรหัสบาร์โค้ด
    บาร์โค้ด ประกอบด้วยเส้นตรงแนวตั้งและช่องว่างที่มีขนาดแตกต่างกัน ปกตินิยมใช้พิมพ์หรือ ติดบนผลิตภัณฑ์ หรือพิมพ์เป็นฉลาก เพื่อติดกับผลิตภัณฑ์ ส่วนเครื่องอ่านรหัสบาร์โค้ดจะใช้รูปแบบของแสงจากเส้นบาร์โค้ดจำแนกประเภท ของสิ่งของ ประเภทของบาร์โค้ดมีหลายประเภท ที่แตกต่างกัน

    13.เครื่องอ่านเครื่องหมายด้วยแสง
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับประมวลผลข้อมูลจากแบบสอบถาม หรือกระดาษคำตอบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องทำเครื่องหมายลงในแบบฟอร์มให้ชัดเจน โดยส่วนมากจะใช้ดินสิน 2B เพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อ่านข้อมูลได้ ลักษณะงานที่นิยมใช้ เช่น การอ่านกระดาษคำตอบปรนัย เป็นต้น

    14.เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง
    เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง เป็นอุปกรณ์ที่สามารถอ่านอักขระจากเอกสารประเภทต่าง ๆ เช่น เอกสารจากลายมือ เอกสารที่พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การทำงานของ OCR จะอ่านลักษณะรูปร่างของอักขระและนำไปเปรียบเทียบกับรูปร่างของอักขระที่ บันทึกไว้แล้วในหน่วยความจำ จากนั้นจะแปลง อักขระนั้น ๆ ให้เป็นรหัสคอมพิวเตอร์

    15.เอ็มไอซีอาร์
    อุปกรณ์เอ็มไอซีอาร์ เป็นอุปกรณ์เพื่อรับข้อมูลและประมวลผลข้อความหรือเครื่องหมายที่พิมพ์ด้วยหมึกแม่เหล็ก เช่น เช็ค นิยมใช้ใน งานธนาคารโดยเช็คที่ยังไม่ผ่านการประมวลผลจากธนาคารจะมีหมายเลขเช็ค รหัสธนาคาร และหมายเลขบัญชี ปรากฏอยู่ด้านล่างของตัวเช็ค เมื่อเช็คผ่านการประมวลผลจากธนาคารแล้ว จำนวนเงินของเช็คฉบับนั้นจะถูกพิมพ์ที่มุมล่างด้านขวาของตัวเช็ค ต่อจากนั้นก็สามารถ จะนำเช็คไปอ่านหรือเรียงลำดับด้วยเครื่อง MICR

    16.อุปกรณ์อ่านลายมือเขียน
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดกับกระดานไวท์บอร์ดทั่ว ๆ ไป เพื่อจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อความ หรือรูปภาพที่อยู่บนกระดานไวท์บอร์ด ที่เขียนด้วยปากกาชนิดพิเศษให้อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูล เพื่อนำไปใช้กับงานต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น การจัดเก็บเนื้อหาการสอน แล้วนำไปทำเป็นสื่อการสอนในรูปแบบของ CD-ROM หรือ เว็บเพจ เป็นต้น

    17.อุปกรณ์รับข้อมูลมัลติมีเดีย
    อุปกรณ์รับข้อมูลเสียง
    โดยปกติเสียงจะถูกบันทึกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยใช้ไมโครโฟนซึ่งเชื่อมต่อกับการ์ดเสียง (sound card) เสียงที่เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ สามารถที่จะนำมาแก้ไข เปลี่ยนแปลงโดยใช้โปรแกรมจัดการเสียง

  36. louiszeen said

    ชื่อ : นางสาววศินี
    สกุล : ยศวิไล
    BLOG : http://www.louiszeen.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 5
    คำตอบ :

    >>หน่วยประมวลผลกลางมีหน้าที่อย่างไร และประกอบด้วยหน่วยย่อยๆอะไรบ้าง<>>>>หน้าที่<<<<>>>>ประกอบด้วย<<<<<

    1).หน่วยควบคุม หรือ CUหน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU) มีหน้าที่
    - ติดต่อสื่อสารกับ ALU และหน่วยความจำหลัก
    - ตัดสินใจในการนำข่าวสารใดเข้าและออกจากหน่วยความจำหลัก
    - กำหนดเส้นทางการส่งข่าวสารจากหน่วยความจำไปยัง ALU และจาก ALU ไปยังหน่วยความจำหลัก
    - ถอดรหัสว่าจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไร
    - ควบคุมการถอดรหัสให้เป็นไปตามขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมา

    2).หน่วยคำนวณทางคณิตศาสตร์และตรรกวิทยา หรือ ALUALU ทำหน้าที่ 2 อย่าง
    - การดำเนินงานเชิงเลขคณิต
    - การดำเนินงานเชิงตรรกวิทยา

  37. rommanee said

    ชื่อ : รมณีย์
    สกุล : วรรณประเสริฐ
    BLOG : http://rommanee.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 8
    คำตอบ …
    ปัจจัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศคือ
    1.การขาดการวางแผนที่ดีพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนจัดการความเสี่ยงไม่ดีพอ ยิ่งองค์การมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าใดการจัดการความเสี่ยง ย่อมจะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นเงาตามตัวทำให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้เพิ่มสูงขึ้น

    2.การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งานการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การ จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้อง กับลักษณะของธุรกิจ หรืองานที่องค์การดำเนินอยู่หากเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอดรับกับความต้องการขององค์การแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา และเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

    3.การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง การที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งานในองค์กรหากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง แล้วก็ถือว่าล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น การได้รับความมั่นใจจากผู้บริหารระดับสูง เป็นก้าวย่างที่สำคัญและจำเป็นที่จะทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การประสบความสำเร็จ

  38. angel3131 said

    หน่วยความจำหลักมีความสามารถในการเก็บข้อมูลที่น้อยกว่าหน่วยความจำสำรอง และมีราคาที่แพงกว่า หน่วยความจำหลักจะมีตำแหน่งที่อยู่ใกล้ CPU มากกว่าหน่วยความจำสำรอง หน่วยความจำสำรองมีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับซึ่งช้ากว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง

  39. angel3131 said

    ชื่อ : นพัชรนันท์
    สกุล : กลิ่นคำดี
    BLOG : http://angel3131.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 7

    หน่วยความจำหลักมีความสามารถในการเก็บข้อมูลที่น้อยกว่าหน่วยความจำสำรอง และมีราคาที่แพงกว่า หน่วยความจำหลักจะมีตำแหน่งที่อยู่ใกล้ CPU มากกว่าหน่วยความจำสำรอง หน่วยความจำสำรองมีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับซึ่งช้ากว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง

  40. kritbc424 said

    ชื่อ: ธวัชชัย
    สกุล: พรายงาม
    Blog: http://kritbc424.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 8
    1.ขาดการวางแผนที่ดีในการบริหารการจัดการ
    2.การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งานโดยไม่คล้อดคล้องกับ
    องค์กร
    3.ขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง

  41. PHPL said

    นายพัชร สุทธิวิรัตน์

    http://phpl.wordpress.com/

    ไม่รู้มันมันถึงข้อไหนแล้ว เริ่มข้อ 1 แล้วกันครับ

    คำถามข้อที่ 1 คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์มีกี่ประการ อะไรบ้าง

    คำตอบ – มีลักษณะเด่นๆอยู่ 4 ประการ รวมๆเรียกว่า 4S Special

    1. ด้านความจำ (Storage)
    2. ด้านความเร็ว (Speed)
    3. ด้านปฏิบัติการอัตโนมัติ (Self)
    4. ด้านความน่าเชื่อถือ (Sure)

  42. bc424sec3131 said

    ดูต่อจากคนล่าสุดที่post ลงไปก็น่าจะได้ครับ

  43. bc424sec3131 said

    ขอให้นักศึุกษา ใช้ Page นี้ เป็นประโยชน์ในการทบทวนเนื้อหาวิชา เพื่อเตรียมตัวสำหรับ การ Quiz , สอบกลางภาค และปลายภาค ครับ .. พรพรหม

  44. bc424sec3131 said

    section 3131 มีนักศึุกษา ลงทะ้เบียนรวมทั้งสิ้่น 54 คน

    นักศึกษา ช่วยกันเตือนเพื่อน ๆ คนที่ยังไม่มีโอกาสมานั่งฟังบรรยาย ให้มาพบกันวันเสาร์ถัดไป วันที่ ๒๒ พ.ย. ด้วย

    ฝากนักศึกษา ทุกคนด้วย

    สวัสดีครับ พรพรหม

  45. angel3131 said

    ชื่อ : นพัชรนันท์
    สกุล : กลิ่นคำดี
    BLOG : http://angel3131.wordpress.com
    คำถามข้อที่ : 7
    คำตอบ : หน่วยความจำหลักมีความสามารถในการเก็บข้อมูลที่น้อยกว่า หน่วยความจำสำรอง และมีราคาที่แพงกว่า หน่วยความจำหลักจะมีตำแหน่งที่อยู่ใกล้ CPU มากกว่าหน่วยความจำสำรอง หน่วยความจำสำรองมีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับซึ่งช้ากว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง

  46. bc424sec3131 said

    Assignment I ปิดรับงาน อย่างเป็นทางการไปแล้ว

    สำหรับ Assignment II ให้่เวลาถึง เที่ยงคืน ของศุกร์ที่ 21 พ.ย. นี่ เท่านั้น

    เร่งมือกันหน่อยครับ พรพรหม

  47. kingokok said

    ชื่อ จริยา
    สกุล คงแก้ว
    BLOG http://kingokok.wordpress.com
    คำถามข้อที่ ……4
    คำตอบ ……………ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับข้อมูล (Input Unit)

    อุปกรณ์แบบกด (Keyed Device)

    แป้นพิมพ์ (Keyboard)
    เป็นหน่วยรับข้อมูลที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการป้อนข้อมูลสำหรับเทอร์มินอล และไมโครคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะมีลักษณะคล้ายกับแป้นพิมพ์ดีด แต่มีจำนวนแป้นมากกว่า และถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกันคือ

    แป้นอักขระ (Charater Keys) มีลักษณะการจัดวางตัวอักษรเหมือนแป้นบนเครื่องพิมพ์ดีด
    แป้นควบคุม (Control Keys) เป็นแป้นที่มีหน้าที่สั่งการบางอย่างโดยใช้งานร่วมกับแป้นอื่น
    แป้นฟังก์ชั่น (Function Keys) คือแป้นที่อยู่แถวบนสุด มีสัญลักษณ์เป็น F1..F12 ซอฟต์แวร์แต่ละชนิดอาจกำหนดแป้นเหล่านี้ให้มีหน้าที่เฉพาะอย่างแตกต่างกันไป
    แป้นตัวเลข (Numeric Keys) เป็นแป้นที่แยกจากแป้นอักขระมาอยู่ทางด้านขวา มีลักษณะคล้ายเครื่องคิดเลข ช่วยอำนวยความสะดวกในการบันทึกตัวเลขเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์

    นอกจากนี้ ยังมีแป้นพิมพ์บางประเภทที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้าน เช่น แป้นพิมพ์ที่ใช้ในร้านอาหารแบบเร่งด่วน (fast food restaurant) จะใช้พิมพ์เฉพาะชื่ออาหาร หรือแป้นพิมพ์ที่ใช้กับเครื่องฝาก – ถอนเงินอัตโนมัติ (Automatic Trller Machine) เป็นต้น

    แป้นพิมพ์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันจะใช้รหัส 8 บิตแทนตัวอักษรหนึ่งตัว ทำให้สามารถแทนตัวอักขระได้ทั้งหมด 256 ตัว ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานทั้งอักขระภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่หากเป็นแป้นพิมพ์ภาษาอื่นก็อาจใช้รหัสในการแทนตัวอักษรแตกต่างกัน เช่น ภาษาญี่ปุ่นซึ่งมีตัวอักษรทั้งหมดประมาณ 50,000 ตัว ต้องใช้รหัส 16 บิตจึงจะแทนตัวอักษรได้ทั้งหมด

    อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง (Pointing Devices)

    เมาส์ (Mouse)
    มีหลายขนาดและมีรูปร่างแตกต่างกันไป ที่นิยมใช้มีขนาดเท่ากับฝ่ามือ มีลูกกลมกลิ้งอยู่ด้านล่าง ส่วนด้านบนจะมีปุ่มให้กดจำนวนสอง สาม หรือสี่ปุ่ม แต่ที่นิยมใช้กันมากคือสองปุ่ม ใช้ส่งข้อมูลเข้าสู่หน่วยความจำหลักโดยการเลื่อนเมาส์ให้ลูกกลมด้านล่างหมุน เพื่อเป็นการเลื่อน ตัวชี้ตำแหน่ง (cursor) บนจอภาพไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ ทำให้การโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้รวดเร็วกว่าแป้นพิมพ์ ผู้ใช้อาจใช้เมาส์วาดรูป เลือกทางเลือกจากเมนู และเปลี่ยนแปลงหรือย้ายข้อความ เมาส์ยังไม่สามารถใช้ในการป้อนตัวอักษรได้ จึงยังคงต้องใช้คู่กับแป้นพิมพ์ในกรณีที่มีการพิมพ์ตัวอักษร แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้คอมพิวเตอร์ การใช้เมาส์เพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยกว่าการใช้แป้นพิมพ์

    ลูกกลมควบคุม(Track ball),แท่งชี้ควบคุม(Track point),แผ่นรองสัมผัส (Touch pad)
    อุปกรณ์ทั้งสามแบบนี้มักพบในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพื่อทำหน้าที่แทนเมาส์ เนื่องจากสามารถติดไว้กับตัวเครื่องได้เลย ทำให้พกพาได้สะดวกกว่า และใช้เนื้อที่ในการทำงานน้อยกว่าเมาส์ อุปกรณ์ทั้งสามแบบจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน คือ
    1. ลูกกลมควบคุม จะเป็นลูกบอลเล็ก ๆ ซึ่งอาจวางอยู่หน้าจอภาพในเนื้อที่ของแป้นพิมพ์ หรือเป็นอุปกรณ์ต่างหากเช่นเดียวกับเมาส์ เมื่อผู้ใช้หมุนลูกบอลก็จะเป็นการเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเมาส์
    2. แท่งชี้ควบคุม จะเป็นแท่งพลาสติกเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางแป้นพิมพ์ บังคับโดยใช้นิ้วหัวแม่มือเพื่อเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพเช่นเดียวกับเมาส์
    3. แผ่นรองสัมผัส จะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมที่วางอยู่หน้าแป้นพิมพ์ สามารถใช้นิ้ววาดเพื่อเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพเช่นเดียวกับเมาส์

    จอยสติก (Joystick)
    จอยสติก จะเป็นก้านสำหรับใช้โยกขึ้นลง / ซ้ายขวา เพื่อย้ายตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเมาส์ แต่จะมีแป้นกดเพิ่มเติมมาจำนวนหนึ่งสำหรับสั่งงานพิเศษ นิยมใช้กับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์หรือควบคุมหุ่นยนต์

    จอภาพระบบไวต่อการสัมผัส (Touch-Sensitive Screen)
    จอภาพระบบสัมผัส (Touch Screen)
    เป็นจอภาพแบบพิเศษซึ่งผู้ใช้เพียงแตะปลายนิ้วลงบนจอภาพในตำแหน่งที่กำหนดไว้ เพื่อเลือกการทำงานที่ต้องการ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จะเป็นตัวค้นหาว่าผู้ใช้เลือกทางเลือกทางใด และทำงานให้ตามนั้น หลักการนี้นิยมใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่คล่องนักสามารถเลือกข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จะพบการใช้งานมากในร้านอาหารแบบเร่งด่วน หรือใช้แสดงข้อมูลการท่องเที่ยว เป็นต้น

    ระบบปากกา (Pen-Based System)

    ปากกาแสง (Light pen)
    ใช้เซลล์แบบซึ่งมีความไวต่อแสงเป็นตัวกำหนดตำแหน่งบนจอภาพ รวมทั้งสามารถใช้วาดลักษณะหรือรูปแบบของข้อมูลให้ปรากฏบนจอภาพ การใช้งานทำได้โดยการแตะปากกาแสงไปบนจอภาพตามตำแหน่งที่ต้องการ นิยมใช้กับงานคอมพิวเตอร์ช่วยการออกแบบ (CAD หรือ Computer Aided Design ) รวมทั้งนิยมให้เป็นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลโดยการเขียนด้วยมือในคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เช่น PDA เป็นต้น

    เครื่องอ่านพิกัด (Digitizing tablet)
    ประกอบด้วยกระดาษที่มี เส้นแบ่ง (Grid) ซึ่งสามารถใช้ปากกาเฉพาะที่เรียกว่า stylus ชี้ไปบนกระดาษนั้น เพื่อส่งข้อมูลตำแหน่งเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ ปรากฏเป็นลายเส้นบนจอภาพ เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กับงานด้าน CAD เช่น ใช้ในการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ ตึกอาคาร อุปกรณ์ทางการแพทย์ และหุ่นยนต์ เป็นต้น

    อุปกรณ์กวาดข้อมูล (Data Scanning Devices)
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ ระบบวิเคราะห์แสง (Optical recognition system) ช่วยให้มีการพิมพ์ข้อมูลเข้าน้อยที่สุด โดยจะอ่านข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการใช้สำแสงกวาดผ่านข้อความหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่พิมพ์ไว้ เพื่อนำไปแยกแยะรูปแบบต่อไป ในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้ในงานต่าง ๆ กันมาก โดยมีอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยม คือ

    เอ็มไอซีอาร์ (Magnetic Ink Character Recognition system)
    ปัจจุบันมีจำนวนผู้นิยมใช้เช็คมากขึ้น จึงมีผู้คิดวิธีการตรวจสอบเช็คให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ โดยได้ประดิษฐ์เครื่อง MIRC ขึ้นใช้ในธนาคารสำหรับตรวจสอบเช็ค โดยเครื่องจะทำการเข้ารหัสธนาคาร รหัสสาขา เลขที่บัญชี และเลขที่เช็ค ไว้ในเช็คทุกใบ จากนั้นจึงส่งเช็คนั้นให้ลูกค้า ตัวเลขที่เข้ารหัสไว้จะเรียกว่า ตัวเลข MIRC ในเช็คทุกใบจะมีเลข สีดำชัดเจนที่ด้านล่างซ้ายของเช็คเสมอ และหลังจากที่เช็คนั้นกลับมาสู่ธนาคารอีกครั้งหนึ่ง ก็จะทำการตรวจสอบจากตัวเลข MIRC ว่าเป็นเช็คของลูกค้าคนนั้นจริงหรือไม่ เครื่อง MIRC ไม่เป็นที่นิยมใช้กับงานประเภทอื่น เพราะชุดของตัวอักษรที่เก็บได้มีสัญลักษณ์เพียง 14 ตัวเท่านั้น

    ข้อดีของเครื่อง คือ

    Ö มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องน้อย ทำให้มีเปอร์เซนต์ความผิดพลาดต่ำมาก
    Ö รหัส MIRC ที่ใช้สามารถอ่านได้ทั้งคนและเครื่อง MIRC
    Ö ทำงานได้อย่างอัตโนมัติ รวดเร็วและเชื่อถือได้

    เครื่องอ่านรหัสบาร์โคด (Bar Code Reader)
    เริ่มใช้ในปีค.ศ. 1970 โดยการพิมพ์รหัสสินค้านั้น ๆ ออกมาในรูปแถบสีดำและขาวต่อเนื่องกันไป เรียกว่า รหัสบาร์โคด จากนั้นจะสามารถใช้เครื่องอ่านรหัสบาร์โคดอ่านข้อมูลบนแถบบาร์โคด เพื่อเรียกข้อมูลของรายการสินค้านั้น เช่น ราคาสินค้า จำนวนที่เหลืออยู่ในคลังสินค้า เป็นต้น ออกมาจากฐานข้อมูล แล้วจึงทำการประมวลผลข้อมูลรายการนั้นและทำงานต่อไป
    ในปัจจุบัน บาร์โคดได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องทำการพิมพ์ข้อมูลเข้าด้วยแป้นพิมพ์ จึงลดความผิดพลาดของข้อมูลและประหยัดเวลาได้มาก ระบบบาร์โคดเป็นสิ่งที่ผู้ใช้จะพบเห็นในชีวิตประจำวันได้บ่อยที่สุด นิยมใช้ในห้องสรรพสินค้า ร้านขายหนังสือ ห้องสมุด เป็นต้น

    สแกนเนอร์ (Scanner)
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านหรือสแกน (scan) ข้อมูลบนเอกสารเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้วิธีส่องแสงไปยังวัตถุที่ต้องการสแกน แสงที่ส่องไปยังวัตถุแล้วสะท้อนกลับมาจะถูกส่งผ่านไปที่ เซลล์ไวแสง (Charge-Coupled Device หรือ CCD) ซึ่งจะทำการตรวจจับความเข้มของแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุและแปลงให้อยู่ในรูปของข้อมูลทางดิจิตอล เอกสารที่อ่านอาจจะประกอบด้วยข้อความหรือรูปภาพกราฟิกก็ได้
    สแกนเนอร์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้ อาจแบ่งตามวิธีใช้งานได้เป็น

    Ö สแกนเนอร์มือถือ (Handheld scanner) มีขนาดเล็กสามารถพกพาได้สะดวก การใช้สแกนเนอร์รุ่นมือถือนี้ ผู้ใช้ต้องถือตัวสแกนเนอร์กวาดไปบนภาพหรือวัตถุที่ต้องการ
    Ö สแกนเนอร์แบบสอดกระดาษ (sheetfed scanner) เป็นสแกนเนอร์ที่ผู้ใช้ต้องสอดภาพหรือเอกสารเข้าไปยังช่องสำหรับอ่านข้อมูล (scan head) เครื่องชนิดนี้จะเหมาะสมสำหรับการอ่นเอกสารที่เป็นแผ่น ๆ แต่ไม่สามารถอ่านเอกสารที่เย็บเป็นเล่มได้
    Ö สแกนเนอร์แบบแท่น (flatbed scanner) เป็นสแกนเนอร์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ผู้ใช้เพียงวางกระดาษต้นฉบับที่ต้องการไปบนเครื่องสแกนเนอร์ มีวิธีการทำงานคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร ทำให้ใช้งานได้ง่าย
    นอกจากนี้ ยังมีการนำสแกนเนอร์รวมเข้ากับอุปกรณ์ชนิดอื่น เช่น รวมสแกนเนอร์แบบสอดกระดาษเข้ากับแป้นพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งทำให้สะดวกต่อการใช้งาน อีกทั้งเป็นการประหยัดเนื้อที่และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการซื้อแยกชิ้น

    จุดเด่นของเครื่องสแกนเนอร์คือสามารถเก็บภาพไว้ได้นาน โดยที่ภาพยังคงคุณภาพเช่นเดียวกับต้นฉบับเดิมเสมอ จะไม่มีทางเหลืองหรือฉีกขาดได้ อย่างไรก็ดี สแกนเนอร์แต่ละรุ่นก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันไป ดังรายละเอียดคือ
    ความละเอียดในการสแกน มีหน่วยเป็น จุดต่อนิ้ว (dot per inch) หรือ ดีพีไอ (dpi) จำนวนจุดต่อนิ้วยิ่งมากจะหมายถึงยิ่งมีความละเอียดสูง ปกติแล้วการวัดค่าความละเอียดในสแกนเนอร์กระทำได้ 2 แบบ คือ Optical resolution ซึ่งเป็นค่าความละเอียดที่แท้จริงของสแกนเนอร์ที่ตัว CCD สามารถกระทำได้ และ Interpolate resolution จะเป็นความละเอียดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการเพิ่มจุดให้แก่ภาพที่สแกน
    จำนวนสี จะเป็นการแยกแยะความแตกต่างสีที่อ่านได้ ปกติแล้วสีที่อ่านเข้าจะมีการจัดเก็บเป็นบิต
    ความเร็วในการสแกน จะขึ้นกับความละเอียดในการสแกนและจำนวนสีด้วย ปกติจะระบุเป็น มิลลิวินาทีต่อบรรทัด (ms/line)
    เครื่องรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition – ORC)
    โอซีอาร์ เป็นอุปกรณ์สำหรับอ่านข้อมูลที่เป็นตัวอักขระบนเอกสารต่าง ๆ และทำการแปลงข้อมูลดิจิตอลที่อ่านได้ไปเป็นตัวอักษรโดยอัตโนมัติ โออาร์ซอาจเป็นได้ทั้งอุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับแปลงเอกสารเข้าสู่คอมพิวเตอร์ หรืออาจหมายถึงซอฟต์แวร์สำหรับวิเคราะห์ตัวอักษรจากข้อมูลที่ได้จากสแกนเนอร์ก็ได้

    การใช้โอซีอาร์ยังมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร เนื่องจากบ่อยครั้งจะมีข้อผิดพลาดในการตีความอักขระเกิดขึ้น โดยเฉพาะหากข้อความในเอกสารไม้ได้เป็นตัวเรียงพิมพ์ (เช่น เป็นลายมือเขียน) อย่างไรก็ดี โอซีอาร์ก็เป็นเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกในการนำข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเอกสารจำนวนมาก เช่น ห้องสมุดต่าง ๆ ที่ต้องมีการจัดเก็บหนังสือเข้าสู่ไมโครฟิล์มหรืออุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์อื่น ๆ เป็นต้น

    เครื่องอ่านเครื่องหมายด้วยแสง (Optical Mark Reader-OMR)
    โอเอ็มอาร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หลักการอ่านสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายที่ระบายด้วยดินสอดำลงในตำแหน่งที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ข้อสอบแบบเลือกคำตอบ เป็นต้น โดยดินสอดำที่ใช้นั้นต้องมี สารแม่เหล็ก (magnetic particle) จำนวนหนึ่ง เพื่อให้เครื่องโอเอ็มอาร์สามารถรับรู้ได้ ซึ่งปกติจะเป็นดินสอ 2B จากนั้น เครื่องโอเอ็มอาร์ก็จะอ่านข้อมูลตามเครื่องหมายที่มีการระบายด้วยดินสอดำ

    กล้องถ่ายภาพดิจิตอล (Digital Camera)
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับถ่ายภาพแบบไม่ต้องใช้ฟิล์ม โดยเก็บภาพที่ถ่ายไว้ในลักษณะดิจิตอลด้วยอุปกรณ์ (CCD Charge Couples Device) ภาพที่ได้จะประกอบด้วยจุดเล็ก ๆ จำนวนมาก และสามารถนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์สแกนเนอร์อีก เป็นอุปกรณ์ที่เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่ต้องใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพและสามารถดูผลลัพธ์ได้จากจอที่ติดอยู่กับกล้องได้ในทันที

    กล้องถ่ายทอดวีดีโอดิจิตอล (Digital Video)
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเก็บเป็นข้อมูลแบบดิจิตอล นิยมใช้ในการทำ การประชุมทางไกลผ่านวีดีโอ (Video Teleconference) ซึ่งเป็นการประชุมแบบกลุ่มผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น ผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น อย่างไรก็ดี กล้องถ่ายวีดีโอแบบดิจิตอลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยสามารถเก็บภาพเคลื่อนไหวได้ประมาณ 10-15 เฟรมต่อวินาทีเท่านั้น
    อุปกรณ์รู้จำเสียง (Voice Recognition Device)
    การสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปของเสียงเป็นอีกขั้นตอนของการพัฒนาทางเทคโนโลยี ถึงแม้ในปัจจุบันนี้ยังมีปัญหาอยู่บ้างก็ตาม อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น
    อุปกรณ์วิเคราะห์เสียงพูด (Speech Recognition Device)
    เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยนักคอมพิวเตอร์และนักภาษาศาสตร์ เพื่อใช้รับสัญญาณเสียงที่มนุษย์พูด และแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ ปัญหาที่สำคัญของอุปกรณ์ชนิดนี้คือผู้พูดแต่ละคนพูดด้วยน้ำเสียงและสำเนียงเฉพาะของแต่ละบุคคล จึงได้มีการแก้ปัญหาโดยให้คอมพิวเอตร์ได้เรียนรู้น้ำเสียงของผู้ที่ต้องการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งก่อน เพื่อเก็บรูปแบบของน้ำเสียงและสำเนียงไว้ ซึ่งวิธีการนี้ทำให้อัตราการตีความเสียงผิดพลาดลดลงอย่างมาก ในระบบรับข้อมูลเสียงรุ่นแรก ๆ สามารถจดจำคำได้เพียงไม่กี่สิบคำเท่านั้น แต่ปัจจุบัน บริษัทไอบีเอ็มได้มีการสร้างอุปกรณ์ชื่อว่า VoiceType ซึ่งประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่สามารจดจำคำได้ถึง 32,000 คำจากเสียงหลาย ๆ เสียง นิยมนำมาใช้กับผู้ที่ทำงานแล้วมือไม่ว่างพอที่จะกดแป้นพิมพ์ หรือผู้พิการ เช่น คนตาบอด ก็สามารถใช้เสียงทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องใช้แป้นพิมพ์

  48. bc424sec3131 said

    คุณ http://kingokok.wordpress.com ตอบ post ที่ 47 ยาวมากเลย พิมพ์เอง หรือเอามาจากไหน อ้างอิง ให้เค้าด้วยนะครับ

  49. ชื่อ นิธิรัชต์
    สกุล สืบกระพันธ์
    BLOG http://oonjisplash.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 6
    คำตอบ ……………

    ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
    1.ซอฟต์แวร์ระบบ มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆในระบบคอมพิวเตอร์
    สามารถแบ่งออกเป็น3ชนิดใหญ่คือ
    1.1โปรแกรมระบบปฎิบัติการ ควบคุการทำงานของคอมพิวเตอร์
    1.2โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในระหว่างการประมวลข้อมูล
    1.3โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลคำสั่งเป็นภาษาที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและผู้ใช้ต้อง
    2.ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ ทำงานเฉพาะด้าน แบ่งเป็น3ชนิดใหญ่คือ
    2.1ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพือ่ใช้งานทั่วไป เช่าน word data mangement
    2.2ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเฉพาะธุรกิจนั้นๆ
    2.3ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่นๆ เป็นซอฟต์แมร์ที่เขียนขึ้นเพือ่นความบันเทิง และซอฟต์แวร์นอกเหนือจากสองชนิดข้างต้น

  50. beamjiko said

    ชื่อ วิภา
    สกุล ลาภตระการ
    >>>>>>>>>>ไม่ได้ทำงาน 1อ่ะเลยมะรู้ต้องทำขอไหน เริ่มข้อ 1 เลยได้มะค๊า
    BLOG http://beamjiko.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 1.คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์มีกี่ประการอะไรบ้าง

    คำตอบ

    1. หน่วยเก็บ (Storage) หมายถึง ความสามารถในการเก็บข้อมูลจำนวน
    มากและเป็นเวลานาน นับเป็น จุดเด่นทางโครงสร้างและเป็นหัวใจของการทำงานแบบ
    อัตโนมัติของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง
    ด้วย

    2. ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลข้อมูล
    (Processing Speed) โดยใช้เวลาน้อย เป็นจุดเด่นทางโครงสร้างที่ผู้ใช้ทั่วไปมีส่วน
    เกี่ยวข้องน้อยที่สุด เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สำคัญส่วนหนึ่ง
    เช่นกัน

    3. ความเป็นอัตโนมัติ (Self Acting) หมายถึง ความสามารถในการ
    ประมวลผลข้อมูลตามลำดับขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่องอย่างอัตโนมัติ โดย
    มนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะในขั้นตอนการกำหนด

    4. ความน่าเชื่อถือ (Sure) หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลให
    ้เกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ความน่าเชื่อถือนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานของเครื่อง
    คอมพิวเตอร์ ความสามารถนี้เกี่ยวข้องกับโปรแกรมคำสั่งและข้อมูลที่มนุษย์กำหนด
    ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง กล่าวคือหากมนุษย์ป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องให้กับเครื่อง
    คอมพิวเตอร์ก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน

  51. rescue35ice said

    ชื่อ สยุมพร
    สกุล แผ่กระโทก
    BLOG http://rescue35ice.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 5
    หน่วยประมวลผลกลางมีหน้าที่ทำงานร่วมกับหน่วยความจำหลักในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดยปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมูลและคำสั่งที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลักมาประมวลผล
    ประกอบด้วย 1. หน่วยควบคุม ทำหน้าที่อ่านคำสั่งเข้ามาทีละคำสั่ง และตีความว่าเป็นคำสั่งใด ใช้ข้อมูลจากที่ไหน ซึ่งถือว่าเป็นการควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทั้งหมดและประสานงานระหว่างหน่วยต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์
    2. หน่วยคำนวณ/ตรรกะ ทำหน้าที่ประมวลผลคำสั่งด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก(+) ลบ(-) คูณ(x) หาร(/) เป็นต้น และเปรียบเทียบค่าของข้อมูล เช่น มากกว่า(>) น้อยกว่า(>) มากกว่าหรือเท่ากับ(>=) เป็นต้น

  52. kingokok said

    เอามาจากหลายเว็บรวมๆกันมาอ่ะค่ะ

    ลืมแล้วด้วยว่าเว็บไหนบ้าง

    คราวหน้าจะไม่ลืม เครดิต

  53. หมดเวลาจริง ๆ เที่ยงคืน คืนนี้่ นะครับ

    ไม่ทดเวลาเจ็บใดๆ อีกแล้ว

    ขอย้ำ ท่านใดที่ รู้ตัว ว่า ขาดเรียน ๒ ครั้ง ก่อน และหรือ การบ้านไม่ครบ ขอให้มาแสดงตัวกับครู ในวันเสาร์ที่ ๒๒ พ.ย. นะครับ

    แล้วหารือกัน

  54. spanee said

    ชื่อ สุปราณ๊
    สกุล ละมูลสุข
    BLOG http://spanee.wordpress.com

    คำถามข้อที่ 6

    ตอบ
    ซอฟต์แวร์ระบบ (system software)
    คือซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับระบบ หน้าที่การทำงานของซอฟต์แวร์ระบบคือดำเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรือนำออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำรอง
    เมื่อเราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทันทีที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมทันที โปรแกรมแรกที่สั่งคอมพิวเตอร์ทำงานนี้เป็นซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบอาจเก็บไว้ในรอม หรือในแผ่นจานแม่เหล็ก หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์จะทำงานไม่ได้

    ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
    ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จะเป็นโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่างานด้านการจัดทำเอกสาร การทำบัญชี การจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนงานทุก ๆ ด้านตามแต่ผู้ใช้ต้องการ จนสามารถกล่าวได้ว่าซอฟต์แวร์ประยุกต์ก็คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้เกิดการใช้งานคอมพิวเตอร์กันอย่างกว้างขวาง และทำให้คอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถขาดได้ในยุคสารสนเทศนี้
    ในองค์กรขนาดใหญ่หรืองานที่มีความต้องการเฉพาะด้าน การจัดหาซอฟต์แวร์มาใช้งานจะใช้วิธีพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง หรือว่าจ้างบริษัทซอฟต์แวร์เพื่อทำซอฟต์แวร์เฉพาะงานให้ซอฟต์แวร์ขึ้นมาใช้เอง ซอฟต์แวร์ประเภทนี้จะเรียกว่าซอฟต์แวร์เฉพาะงาน (Tailor Made software) มีข้อดีคือมีความเหมาะสมกับงานและสามารถแก้ไขตามความต้องการได้ ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาสำหรับการพัฒนา ปัจจุบันนี้จึงมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับงานทั่ว ๆ ไป วางจำหน่ายเป็นชุดสำเร็จรูปเรียกว่าซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Software Package)

  55. cjsilver said

    ชื่อ พงศธร
    สกุล ไกรว่อง
    BLOG http://cjsilver.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 4
    คำตอบ
    เมาส์ จอยเกมส์ keyboard เครื่องยิงบาร์โคด กล้องถ่ายภาพ
    เครื่องสแกนรูป

  56. Heyman99 said

    ชื่อ ศิวณัฐ
    สกุล กัลยาณวิชัย
    BLOG http://heyman99.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 5

    หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือบางครั้งอาจเรียกกันติดปากว่า CPU (ซีพียู) หรือ โปรเซสเซอร์ (Processor) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกประเภทในโลก ถ้าเปรียบกับไปก็เสมือนกับเป็นมันสมองให้กับคอมพิวเตอร์นั่นเองครับ หน่วยประมวลผลกลางจะประกอบไปด้วยวงจรทางไฟฟ้ามากมาย ที่อยู่บนแผ่นซิลิกอนชิบซึ่งมีขนาดเล็กมาก ๆ

    หน้าที่ของหน่วยประมวลผลกลางมีดังนี้

    1.อ่านและแปรคำสั่งที่ถูกเขียนไว้ในโปรแกรม

    2.ประมวลผลตามคำสั่งที่เขียนไว้ในโปแกรม

    3.รับส่งข้อมูลโดยติดต่อกับหน่วยความจำภายในเครื่อง

    4.ติดต่อรับส่งข้อมูลกับผู้ใช้ โดยผ่านหน่วยรับข้อมูล และหน่วยแสดงผล

    5.ย้ายข้อมูลและคำสั่งจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่ง

    ประกอบด้วยหน่วยย่อย ๆ 2 หน่วย คือ

    1.หน่วยควบคุม (Control Unit)
    หน่วยควบคุมทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของหน่วยทุกๆ หน่วย ใน CPU และอุปกรณ์อื่นที่ต่อพ่วง เปรียบเสมือนสมองที่ควบคุมการทำงานส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เช่น แปลคำสั่งที่ป้อน ควบคุมให้หน่วยรับข้อมูลรับข้อมูลเข้ามาเพื่อทำการประมวลผล ตัดสินใจว่าจะให้เก็บข้อมูลไว้ที่ไหน ถูกต้องหรือไม่ ควบคุมให้ ALU ทำการคำนวณข้อมูลที่รับเข้ามา ตลอดจนควบคุมการแสดงผลลัพธ์ เป็นต้น
    รับชุดคำสั่งจาก RAM แล้วทำการอ่านและแปลชุดคำสั่ง
    ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ภายในระบบ โดยเฉพาะส่วนประกอบของ Processor
    ควบคุมการไหลของโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่ RAM และออกจาก RAM และควบคุมการไหลของสารสนเทศ (Processed data) เข้าสู่ RAM ตาม Address ที่ว่างก่อนนำไปแสดงผล

    2.หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU; Arithmetic and Logic Unit)
    หน่วยคำนวณและตรรกะ ทำหน้าที่คำนวณทางคณิตศาสตร์ (Arithmetic operations) และการคำนวณทางตรรกศาสตร์ (Logical operations) โดยปฏิบัติการเกี่ยวกับการคำนวณได้แก่ การบวก (Addition) ลบ (Subtraction) คูณ (Multiplication) หาร (Division) สำหรับการคำนวณทางตรรกศาสตร์ ประกอบด้วย การเปรียบเทียบค่าจริง หรือเท็จ โดยอาศัยตัวปฏิบัติการพื้นฐาน 3 ค่าคือ
    เงื่อนไขเท่ากับ (=, Equal to condition)
    เงื่อนไขน้อยกว่า (, Greater than condition)

  57. nattayabc424 said

    ชื่อ
    สกุล
    BLOG
    คำถามข้อที่ 6
    คำตอบ ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ(System Softwaer) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer)
    1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Softwaer)
    หมายถึง โปรแรกมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
    2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer)
    หมายถึง โปรแกรมที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เขียนมาใช้งานเอง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ

  58. nattayabc424 said

    ชื่อ นาตยา
    สกุล พุ่มสวาท
    BLOG http://nattayabc424.wordpress.com
    คำถามข้อที่ 6
    คำตอบ ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ(System Softwaer) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer)
    1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Softwaer)
    หมายถึง โปรแรกมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
    2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer)
    หมายถึง โปรแกรมที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เขียนมาใช้งานเอง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ

  59. kittichaibc424 said

    ชื่อ นายกิตติชัย
    สกุล ชาวกัณหา
    BLOG http://kittichaibc424.wordpress.com/
    คำถามข้อที่ 5
    คำตอบ

    หน้าที่หลักของคอมพิวเตอร์คือการประมวลผลข้อมูลและควบคุมการปฏิบัติงานของส่วนต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ สามารถแยกได้ดังนี้
    1. ทำงานหรือประมวลผลข้อมูลตามคำสั่งของโปรแกรม
    2. ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลไปยังส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
    3. ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านทางหน่วยรับข้อมูลและหน่วยแสดงผล
    4. ทำหน้าที่ย้ายข้อมูลและคำสั่งจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่ง

    ส่วนประกอบของหน่วยประมวลกลาง
    1. หน่วยความจำหลัก ทำหน้าที่จำหรือเก็บคำสั่งและข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งผลลพธ์ที่ได้จากหน่วยคำนวน
    2. หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกหน่วยภายใน CPU และอุปกรณ์
    3. หน่วยตรรกะ ทำหน้าที่เป็นเครื่องคิดเลขภายในเครื่องคอมพิวเตอร์

  60. ปิดรับการส่ง Assignment II อย่างเป็นทางการ ครับ

    หากนักศึกษาท่านใด มีข้อถามประการใด ติดต่อครูได้ก่อนและหลังเข้าเรียน วันเสาร์ที่ ๒๒ พ.ย.นี่ี เท่านั้น

    ฝากบอกเพื่อนๆ นักศึกษา ที่ยังไม่ได้ส่้งงานชิ้นนี้ ด้วย

    ขอย้ำ ท่านใดที่ รู้ตัว ว่า ขาดเรียน ๒ ครั้ง ก่อน และหรือ การบ้านไม่ครบ ขอให้มาแสดงตัวกับครู ในวันเสาร์ที่ ๒๒ พ.ย. นะครับ

    แล้วหารือกัน

    สวัสดีครับ

  61. suprapa said

    คำถามข้อที่ 1
    คำตอบ…
    คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์มี 4 ประการ คือ
    1. ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความจำ (Storage)
    2. ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความเร็ว (Speed)
    3. ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านการปฏิบัติงานอัตโนมัติ (Self)
    4. ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ด้านความน่าเชื่อถือ (Sure)

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.