Assignment III
Assignment III
นักศึกษา ทำแบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ 2 การสื่อสารข้อมูลและระบบเครือข่าย
โดยแบ่งตามกลุ่ม ได้กลุ่มไหน ทำโจทย์้ข้อนั้น เช่น กลุ่ม 1 ทำแบบฝึกหัดข้อ 1 กลุ่ม 12 ทำข้อ 12
กำหนดส่ง ภายในวันศุกร์ที่ 21 พ.ย. เวลา 24.00 น.
รายชื่อกลุ่ม เป็นดังนี้
- ผกาวรรณ, นภาวรรณ, จักราวุธ
- รจนา, จุฑาภรณ์, กฤษติยากร
- จริยา แสงม่วง, นภาพร, กนกวรรณ
- วิภาดา, ธีรยุืทธ, อนุวัฒน์
- กิตติชัย, นาตยา, จริยา คงแก้ว
- พงศธร, วิภา. นิธิรัช
- นพวัฒน์, สยุมพร, นพัชรนันท์, วิลาวัณย์
- ดวงกมล,พสุภา, บรรพต
- กันต์ฤทัย, ศิรินภา, รมณีย์, สุปราณี
- ศิริชัย, ธวัชชัย, ศิริวุฒิ
- พัชราภา, จารุวัลย์, ศิริลักษณ์
- วันเพ็ญ, สุประภา, พัชร, ตุลาวุฒิ
- ศิวณัฐ, พงศธร, ทวีรัก, ประภาพร
- อารภัฏ, วศินี, คชารัตน์
- สุนาถ, เสกศักดิ์, สุเมธี
- วัชระ,กีรติ
รูปแบบการตอบ เป็น ดังนี้
กลุ่มที่ …..
สมาชิก……
โจทย์ (ลอกโจทย์คำถามมาด้วย)
ตอบ ………………………….
ขอให้ตอบในช่อง Comment ของหน้านี้ เลย
PHPL said
กลุ่มที่ 12
นายพัชร สุทธิวิรัตน์
โจทย์ จงยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานระบบเครือข่ายในชีวิตประจำวันมา 3 ตัวอย่าง
ตอบ…
1. Electronic mail : e-mail – เป็นการส่งข้อความผ่านคอมพิวเตอร์ จาก e-mail address หนึ่งไปถึงอีกที่หนึ่ง
2. Video conferencing – เป็นการสื่อสารข้อมูลโดยการส่งภาพและเสียง
3. Global Positioning System (GPSs) – เป็นการระบุตำแหน่งของเป้าหมายโดยใช้ดาวเทียม
พรพรหม said
OK , Thanks to Group12 , we are awaiting for another group krub, please come. pornprom
angel3131 said
กลุ่มที่ 7
สมาชิก
นางสาว นพัชรนันท์ กลิ่นคำดี
นาย นพวัฒน์ เสวกพิบูลย์
นาย สยุมพร แผ่กระโทก
นางสาว วิลาวัณย์ สุขสิงขร
โจทย์ข้อ 7: จงอธิบายหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้สื่อกลางในการรับส่งข้อมูลมา 3 ประการ
ตอบ:
1. อัตราในการส่งผ่านข้อมูล ( Transmisson Rate ) โดยพิจารณาจากปริมาณของข้อมูลที่ส่งผ่านว่ามากน้อยเพียงใด ข้อมูลนั้นมีความเร่งด่วนหรือสำคัญขนาดไหน
2. ระยะทาง ( Distance ) จะต้องทราบว่าระยะทางระหว่าอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อนั้น อยู่ห่างกันแค่ไหน จังหวัดใกล้เคียง หรืออยู่ห่างกันคนละประเทศเป็นต้น
3. ค่าใช้จ่าย ( Cost ) จะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด และต้องจ่ายในส่วนใดบ้าง เช่น ต้องมีค่าติดตั้ง ค่าดูแลรักษาระบบ หรือมีค่าบริการรายเดือน เป็นต้น
kingokok said
กลุ่มที่ …..5
สมาชิก…… กิตติชัย, นาตยา, จริยา คงแก้ว
โจทย์ : การรับส่งข้อมูลด้วยระบบไมโครเวฟมีข้อจำกัดหรือไม่ ถ้ามีจงอธิบาย
ตอบ ………………………….มีข้อจำกัด คือ
สัญญาณจะวิ่งเป็นเส้นตรง จึงต้องมีสถานีรับ-ส่งเป็นระยะๆ จากจุดส่งถึงจุดรับ สถานีขยายสัญญาณจึงมักตั้งอยู่บนที่สูงเพื่อไม่ให้มีสิ่งกีดขวางขณะส่งสัญญาณไปในอากาศ
PHPL said
กลุ่มที่ 12
สมาชิก
วันเพ็ญ, สุประภา, พัชร, ตุลาวุฒิ
โจทย์ จงยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานระบบเครือข่ายในชีวิตประจำวันมา 3 ตัวอย่าง
ตอบ…
1. Electronic mail : e-mail – เป็นการส่งข้อความผ่านคอมพิวเตอร์ จาก e-mail address หนึ่งไปถึงอีกที่หนึ่ง
2. Video conferencing – เป็นการสื่อสารข้อมูลโดยการส่งภาพและเสียง
3. Global Positioning System (GPSs) – เป็นการระบุตำแหน่งของเป้าหมายโดยใช้ดาวเทียม
bc424sec3131 said
กลุ่มที่ ๑๒ ทำไม post มา ๒ ครั้ง
ตกลง ใช้อันไหน ครับ
PHPL said
ใช้อันล่างครับ
พอดีอันบนลืมใส่ชื่อสมาชิกครับ
pingnocolisu said
กลุ่มที่ : 3
สมาชิก : จริยา แสงม่วง, นภาพร, กนกวรรณ
โจทย์ : ทิศทางในการสื่อสารข้อมูลแบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ อะไรบ้าง
ตอบ :
ในการติดต่อสื่อสารเพื่อส่งข้อมูลระหว่างผู้รับและผู้ส่งโดยผ่านตัวกลางนั้น สามารถแบ่งทิศทางการสื่อสารของข้อมูลได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. แบบทิศทางเดียว (Simplex) เป็นทิศทางการสื่อสารข้อมูลแบบที่ข้อมูลจะถูกส่งจากทิศทางหนึ่งไปยังอีกทิศทาง โดยไม่สามารถส่งข้อมูลย้อนกลับมาได้
2. แบบกึ่งสองทิศทาง (Half duplex) เป็นทิศทางการสื่อสารข้อมูลแบบที่ข้อมูลสามารถส่งกลับกันได้ 2 ทิศทาง แต่จะไม่สามารถส่งพร้อมกันได้ โดยต้องผลัดกันส่งครั้งละทิศทางเท่านั้น
3. แบบสองทิศทาง (Full duplex) เป็นทิศทางการสื่อสารข้อมูลแบบที่ข้อมูลสามารถส่งพร้อม ๆ กันได้ทั้ง 2 ทิศทาง ในเวลาเดียวกัน เช่น ระบบโทรศัพท์ทั่ว ๆ ไป
louiszeen said
อาจารย์หนูไม่ได้มาอะคะจะให้อยู่กลุ่มไหนทำเรื่องอะไรอะคะช่วยตอยด้วยคร้า
ampparbc424 said
กลุ่มที่ 2^^
นางสาวจุฑารัตน์ ลั่นซ้าย (แอมแปร์)
นางสาวรจนา แสงโสม (อุ้ยซ่า)
นางสาวกฤติยากร กุลทอง (ญิ๋งออฟ)
สัญญาณแบบอนาลอก(Analog)แตกต่างจากสัญญาณแบบดิจิทัล(Digital)อย่างไร จงอธิบาย
^_^สัญญาณแบบอนาล็อกคอมพิวเตอร์
อนาล็อกคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการคำนวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดคำนวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการคำนวณ โดยไม้บรรทัดคำนวณจะมีขีดตัวเลขกำกับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมาประกอบรวมกัน การคำนวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่ง แอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบอิเล็ทรอนิกส์ จะใช้หลักการทำนองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด อนาล็อกคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำ และเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ จึงเหมาะสำหรับการคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์ เช่น การจำลองการบิน การศึกษาการสั่นสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรนำเข้าอาจเป็นอุณหภูมิความเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่งจะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อนำเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้าแปรกับเวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็นค่าของตัวแปรที่กำลังศึกษาในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นอาะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการคำนวณมีความละเอียดน้อย ทำให้มีขีดจำกัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น
^_^ สัญญาณแบบดิจิทัล
คอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน จัดเป็นดิจิทัลคอมพิวเตอร์แทบทั้งหมด ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มีหลักการคำนวณที่ไม่ใช่แบบไม้บรรทัดคำนวณ แต่เป็นแบบลูกคิด โดยแต่ละหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อย และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นระบบเลขฐานสิบที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถึงเก้าได้สิบตัวตามระบบตัวเลขที่ใช้ในชีวิตประจำวันค่าตัวเลขของการคำนวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นหลักเช่นเดียวกันแต่จะเป็นระบบเลขฐาน 2 ที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียง 2 ตัว คือเลข 0 กับเลข 1 เท่านั้น โดยสัญลักษณ์ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการทำงานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การคำนวณภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะเป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิบที่เราใช้และคุ้นเคยจะถูกแปลงไปเป็นระบบเลขฐานสองเพื่อการคำนวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพท์ที่ได้ก็ยังเป็นเลขฐานสองอยู่ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้เข้าใจง่ายเครื่องดิจิทัลคอมพิวเตอร์หรือนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าคอมพิวเตอร์กำลังได้รับความนิยมกันมากในขณะนี้ มีวิวัฒนาการแบ่งเป็นยุค ๆ ตามลักษณะโครงสร้างและเทคโนโลยีเป็น 5 ยุค ด้วยกัน การแบ่งยุคนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ล้วน ๆ
barbile said
กลุ่มที่ 11
สมาชิก พัชราภา เกตุศักดิ์, จารุวัลย์ กลั่นมารักษ์, ศิริลักษณ์ สิริวัฒน์
โจทย์ การป้องกันข้อมูลในระบบเครือข่าย ทำได้โดยวิธีใดบ้าง จงอธิบาย
1. กำแพงไฟ (Firewall) กำแพงไฟเป็นซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์พิเศษที่ถูกออกแบบมาสำหรับทำหน้าที่ป้องกันผู้อื่นที่ไม่มีสิทธิ์บุกรุกเข้ามาในเครือข่ายได้
2.รหัสผ่าน (Password) คือ ต้องป้อนบัญชีสมาชิกของผู้ใช้และรหัสผ่านเสียก่อน ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าผู้ใช้คนนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลแค่ไหน แต่ระบบป้องกันโดยใช้บัญชีสมาชิกและรหัสผ่านนั้น อาจจะหละหลวมได้ เพราะผู้ใช้ที่เป็นผู้ไม่ได้รับอนุญาติใช้เทคนิคเดารหัสผ่านโดยสุ่มจากเรื่องใกล้ตัวดังนั้นผู้ตั้งรหัสผ่านควรตั้งให้ยากและไกลตัว
3. การสำรองข้อมูลในเครือข่าย ( Back up) คือ การเก็บข้อมูลไว้ในอุปกรณ์อื่นๆที่นอกเหนือจาก เซิร์ฟเวอร์ของเครือข่ายนั้นๆ
พรพรหม said
ตอบ คุณ louiszeen
ไม่มีปัญหา วันเสาร์ที่ ๒๒ พ.ย. ๘.๔๐ น. พบกัน และขอให้ชักชวน เพื่อนๆ ที่ขาดวันเสาร์ที่ ๑๕ มาด้วย
เพื่อมอบงาน และแบ่งกลุ่มทำงาน
แล้วพบกัน สวัสดีครับ
น.ส.ผกาวรรณ สมมุติ said
อาจารย์พุ่งนี้หนูส่งนะค่ะยังไม่ได้ซื้อหนังสือเลยค่ะ
ขออภัยด้วยนะค่ะ
ampparbc424 said
ต้องขออภัย
สำหรับคุณรจนา กระแสโสม และ คุณกฤษติยากร กุลทอง
แอมขอแก้ไข ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ขอโทษอย่างแรง โอกาสหน้าจะไม่ให้ผิดอีก สัญญา!!!
ทำไปได้ เพื่อนรักด้วยสิ กรรม^^
พรพรหม said
ตอบ คุณผกาวรรณ
หนูมีเวลาถึง ศุกร์ที่ ๒๑ พ.ย. เที่ยงคืน ค่ะ
พรพรหม said
ตอบ คุณ ampparbc424
พูดเรื่องอะไร กัน เดี๋ยวผมจะไปเปิดหน้าใหม่ให้ ไปคุยกันหน้าโน้น นะ หน้านี้ี ไว้ส่งการบ้าน คุยเรื่องการ เรื่องงานกัน
bc424sec3131 said
ต่อไปนี้ นักศึกษา ไป chat , จ๊ะจ๋า กันได้ที่ http://bc424sec3131.wordpress.com/bc424-sec3131-talk/ นะครับ เชิญได้เลย
Zeehot said
กลุ่มที่ …..4
สมาชิก
1 นางสาววิภาดา ศรีทองคำ
2 นายธีรยุทธ ธีรมีวิทยะฐานะ
3 นายอนุวัฒน์ สิริธัญชาติ
โจทย์ จงยกตัวอย่างสื่อหรือตัวกลางที่ทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลข่าวสารแบบใช้สายมา 3 ชนิดพร้อมทั้งอธิบายข้อดีข้อเสียของสื่อแต่ละชนิดนั้นด้วย
…..ตอบ…..
ชนิดของสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล
สื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล หรือตัวกลางนั้น เราสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กรณีดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าประกอบไปด้วย จำพวกกำหนดเส้นทางได้ และจำพวกที่ไม่สามารถกำหนดเส้นทางได้ ซึ่งพวกที่สามารถ กำหนดเส้นทางได้ จะเป็นพวกที่ใช้สายสื่อสาร เป็นสื่อกลาง กล่าวคือสามารถกำหนดว่าให้ข้อมูล ไปยังทิศทาง ใดและส่วนพวกที่ไม่สามารถกำหนดเส้นทางได้ การส่งสัญญาณจะเป็นลักษณะเช่นเดียวกับการแพร่กระจาย
การเลือกใช้ว่าจะให้ระบบเครือข่ายใช้ตัวกลาง หรือสื่อชนิดใดจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ราคา อัตราค่าบริการ ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล ภูมิประเทศ รวมถึงเทคโนโลยีที่มีอยู่ด้วย ต่อจากนี้เราจะแบ่งอธิบายชนิดของสื่อกลางในการสื่อสาร ออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
1. สื่อกลางที่สามารถกำหนดเส้นทางได้
1. สายคู่ตีเกลียว (Twisted Pair Cable) จำพวกสื่อกลางที่สามารถกำหนดเส้นทางได้นั้น สายคู่ตีเกลียว นี้จะมีราคาที่ต่ำที่สุด ในสายสัญญาณจะประกอบไปด้วยสายทองแดง 2 เส้น และแต่ละเส้นจะมีฉนวนหุ้มจับคู่ พันกันเป็นเกลียว สายคู่ตีเกลียว 1 คู่ สามารถใช้แทนช่องทางได้ 1 ช่องทาง ยกตัวอย่างสายคู่ตีเกลียวที่สามารถ พบเห็นได้ทั่ว ๆ ไป เช่น สายโทรศัพท์ เป็นต้น สายคู่ตีเกลียวแต่ละเส้นจะมีฉนวนหุ้ม ซึ่งช่วยในการลด การรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการสูญเสียพลังงานจากการแผ่รังสีความร้อน นอกจากนี้สายคู่ตีเกลียวยังสามารถใช้รับ – ส่งสัญญาณได้ทั้งแบบ Analog และแบบ Digital สำหรับสายคู่ตีเกลียวที่นิยมใช้กับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่
สาย UTP ( Unshielded Twisted Pair) เป็นสายคู่ตีเกลียวชนิดที่ไม่หุ้มฉนวนโลหะ (รูปที่ 2.16) ภายในจะประกอบไปด้วยสายไฟเส้นเล็ก ๆ พันกันทั้งหมด 4 คู่ เหมาะสำหรับนำมาเชื่อมต่ออุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ที่มีระยะห่างกันไม่เกิน 30 เมตร จึงนิยมนำมาต่อเข้ากับระบบเครือข่าย LAN แบบ Ethernet และสำหรับมาตรฐานของสาย UTP นี้ยังสามารถแบ่งได้ 5 มาตรฐานตามความเร็วในการรับ – ส่ง ข้อมูล
สาย STP (Shieded Twisted Pair) สายคู่ตีเกลียวชนิดที่หุ้มฉนวนโละหะซึ่งในแต่ละสายจะ หุ้มห่อด้วย ฉนวนเทฟลอนเพื่อลดการรบกวนจากคู่สายข้างเคียง และหุ้มด้วยฉนวนโลหะ ป้องกันการรบกวน จากภายนอก มันใช้ในระบบเครือข่าย LAN แบบ Token Ring และยังสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 150 บิตต่อวินาท
สาย UTP นั้นได้ถูกกำหนดมาตรฐานขึ้นมาใช้งานตามคุณภาพซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ลำดับขึ้น โดยที่ในลำดับ ที่ 1 มีช่องสื่อสารแคบ (3,300 Hz) ซึ่งเพียงพอต่อการใช้เป็นสายโทรศัพท์ แต่ก็สามารถนำมาใช้ใน การสื่อสารข้อมูลได้เช่นกัน (ที่เป็นการสื่อสารข้อมูลแบบความเร็วต่ำ) เนื่องจากสาย UTP ในลำดับขั้นที่ 1 นั้นมีการใช้งานในระบบโทรศัพท์ จึงมีขอบเขตการใช้งานที่กว้างขวาง การสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่าย เฉพาะบริเวณจึงมักใช้สายนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรก็ตามอัตราการส่งข้อมูลนั้น จะอยู่ในระดับที่ ต่ำมาก ซึ่งถ้าต้องการสื่อสารให้เร็วกว่านี้จะต้องเปลี่ยนสายไปให้มีลำดับสูงกว่าเดิมนั้นเอง
ข้อดีและข้อเสียของสายคู่ตีเกลียว
ข้อดี
1. ราคาถูก
2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3. ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
2. ระยะทางจำกัด
2. สายโคแอกเซียล (Coaxial Cable) เป็นสายที่มีคุณภาพดีกว่าสายคู่ตีเกลียว และเป็นที่นิยมใช้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นสายที่มีคุณสมบัติเด่นอยู่ 2 ปะการคือ มีฉนวนภายนอกที่มีความคงทนต่อการใช้งานสูง และเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีความกว้างมาก ข้างในของสายประกอบไปด้วยลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง เส้นทองแดงเส้นใหญ่ตรงกลาง เรียกว่า “ สายนำสัญญาณภายใน ” (Inner Conductor) มีชั้นโลหะเหนี่ยวนำ หุ้มอยู่ 2 ชั้น ชั้นในสุดเป็นฟันเกลียว หรือชั้นแข็ง ชั้นนอกเป็นฟันเกลียว และคั่นระหว่างชั้นด้วยฉนวนหนา ชั้นนอกสุดเป็นฉนวน สายโคแอก หรือโคแอกเซียลนั้นสามารถม้วนโค้งงอได้ง่าย และมีอยู่ 2 แบบคือแบบ 70 โอมห์ และ 50 โอมห์ การจัดกลุ่มของสายทำได้โดยการกำหนดตัวเลข RG สายโคแอกสามารถส่งสัญญาณ ข้อมูลได้ทั้งช่องทางแบบ Broadband และ Baseband สำหรับการส่งสัญญาณจะทำได้เพียง 1 ช่องทาง และเป็นแบบ Half Duplex ตัวอย่างการใช้สายโคแอกในปัจจุบันที่ใช้กันมากได้แก่ สายเคเบิ้ลทีวี และสาย โทรศัพท์ทางไกล สายส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย LAN แบบ Thick และ Thin Ethernet หรือใช้ใน กรณีการเชื่อมโยงสั้น ๆ ระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ข้อดีและข้อเสียของสายโคแอกเชียล
ข้อดี
1. ราคาถูก
2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3. ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
2. ระยะทางจำกัด
3. สายใยแก้วนำแสง (Fiber – Obtic Cable) สายใยแก้วนำแสงเป็นสายสัญญาณชนิดใหม่ ที่เพิ่งได้รับ ความนิยมในการนำมาใช้งาน การทำงานจะใช้สัญญาณแสงเป็นตัวส่งนำข้อมูล (โดยการเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้า ให้เป็นคลื่นแสงก่อน) เมื่อได้สัญญาณแสงแล้วจึงค่อยส่งแสดงออกไป แกนของสายใยแก้ว ประกอบไปด้วย ท่อขนาดเล็กจำนวนมาก ทำด้วยแก้วบริสุทธิ์ หรือวัสดุใยแก้ว ซึ่งท่อแต่ละอันเรียกว่า “ ท่อใยแก้วนำแสง ” มีขนาดประมาณเล็กเท่าเส้นผม สายใยแก้วนำแสง 1 อันจะประกอบไปด้วยท่อใยแก้วนำแสงจำนวนมาก ซึ่งเรียกชื่อสายใยแก้วตามจำนวนท่อที่อยู่ข้างใน เช่นถ้ามีท่อใยแก้ว 10 เส้น ก็เรียกว่าสาย 10 Core ดังรูปที่ 2.19 เนื่องจากสายใยแก้วมีขนาดเล็ก แต่มีความกว้างของช่องทางในการสื่อสารข้อมูล ทำให้สามารถ ถ่ายทอดข้อมูลปริมาณสูง ด้วยเวลาที่สั้นกว่าสายประเภทอื่น อัตราความเร็วจะเริ่มต้นที่ 100 ล้านบิตต่อวินาที รวมไปถึงการถ่ายทอดข้อมูลผ่านสายลวดทองแดงนั้น มีความปลอดภัยต่ำ เนื่องจากการขโมยสัญญาณ (Tapping) สามารถกระทำได้โดยง่าย โดยที่ผู้ใช้เองก็ไม่สามารถรู้ได้ เทคนิคการเคลือบท่อสายใยแก้ว นี้ที่เรียกว่า Heat Fused Cladding ทำให้การ Tapping เกือบเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าจะ Tapping ได้ ผู้ใช้ก็สามารถตรวจจับที่ปลายทางได้ เพราะการ Tapping ทำให้ความเข็มของลำแสงนั้นเปลี่ยนไป
สายใยแก้วนำแสงนั้นสามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท โดยแบ่งตามวิธีการส่งสัญญาณดังนี้
1. Multimode Step Index เป็นสายใยแก้วแบบแรก วัสดุที่เคลือบท่อใยแก้วเป็นสาร ประเภทพลาสติก หรือสารสะท้อนแสง ทำหน้าที่สะท้อนแสงที่ส่งออกมาให้อยู่ในท่อจนกระทั่งไปทะลุออกทางปลายสาย
2. Multimode Graded Index สายชนิดนี้จะไม่มีการใช้สายเคลือบที่ผิว แต่อาศัยคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ของวัสดุที่นำมาสร้างเป็นสายใยแก้ว แต่หลักการทำงานก็เช่นเดียวกันกับแบบ Step กล่าวคือจะช่วย ในการ สะท้อนแสงที่ส่งออกมาให้อยู่ในท่อจนกระทั่งไปทะลุออกทางปลายสาย
3. Single Mode เป็นสายที่มีความเร็วในการทำงานสูงสุดของทั้ง 3 แบบ สายชนิดนี้จะเป็นสายที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กมาก มีหลักการทำงานคือส่งแสงออกไปเป็นแนวเส้นตรง ไม่ต้องกระทบ หรือสะท้อนใด ๆ
ข้อดีข้อเสียของสายใยแก้วนำแสง
ข้อดี
1. ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
2. ไม่มีการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า
3. ส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก
ข้อเสีย
1. มีราคาแพงกว่าสายส่งข้อมูลแบบสายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล
2. ต้องใช้ความชำนาญในการติดตั้ง
3. มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงกว่า สายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล
ตอบ ………………………….
blythedoll007 said
กลุ่มที่ 8
สมาชิก
1.นางสาว ดวงกมล ทองเต็ม
2.นาย บรรพต แซ่อ้วง
3.นางสาว พสุภา ล้ออุทัย
โจทย์ การส่งสัญญาณข้อมูลแบบขนาน(Parallel)และแบบอนุกรม(Serial)มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ
ข้อดีของการส่งสัญญาณในแบบขนานนั้น คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะ มีการส่งแต่ละครั้งเป็นจำนวนมากถึง ครั้งละ 8 บิต
ส่วนข้อเสียของการส่งสัญญาณในแบบขนานนั้น คือ ใช้ส่งแต่เฉพาะที่ใกล้ๆเท่านั้น และมีราคาแพงด้วย
แต่ในส่วนของการส่งสัญญาณแบบอนุกรมมีข้อดีคือสามารถได้ในระยะไกลมากกว่าการส่งสัญญาณแบบขนาน แต่ในข้อเสียของการส่งสัญญาณแบบอนุกรมนั้น คือการจำกัดความเร็วในการส่งสัญญาณ มีการคำนึงถึงรายละเอียดในการรับส่งข้อมูล
beamjiko said
กลุ่มที่>>>> 6
สมาชิก>>>>>> พงศธร, วิภา, นิธิรัช
โจทย์ :ข้อ 6. การรับส่งข้อมูลประเภทใดที่เหมาะกับการใช้ระบบดาวเทียม
ตอบ :ระบบไร้สาย(wireless system)
พรพรหม said
มาเรื่อย ๆ เลยครับ หมดเวลาส่ง เที่ยงคืน วันศุกร์ ๒๑ นะครับ
พรพรหม said
คุณ pingnocolisu หรือ เพื่อน ๆ นักศึุกษา ท่านใดก็ได้
ขอแรงหน่อย
ช่วยตรวจสอบให้ทีครับ ว่า กลุ่มไหนที่ยังไม่ส่ง ประกาศมาใน Page นี้ ด้วยครับ จะได้ช่วยเตือนเพื่อน ๆ ด้วย หมดเวลา เที่ยงคืน คืนนี้ ครับ
Assignment III ครับ
spanee said
กลุ่มที่ 9
สมาชิกในกลุ่ม
1.ศิรินภา ทองปรุง
2.รมณีย์ วรรณประเสริฐ
3.สุปราณี ละมูลสุข
4.กันต์ฤทัย ดวงแก้วปั๋น
ข้อที่ 9 ระบบเครือข่ายระยะไกลมีลักษณะอย่างไร
ตอบ ระบบเครือข่ายระยะไกล (Wide Area Network หรือ WAN) เป็นระบบเครือข่ายระดับไกล คือ จะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรืออุประปกรณ์ที่อยู่ห่างไกลเข้าด้วยกัน จะต้องเป็นการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ จึงต้องอาศัยระบบบริการข่ายสาสาธารณะ เช่น สายวงจรเช่าจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจ ที่มีให้บริการแบบสาธารณะ เครือข่ายแวน จึงเป็นเครือข่าย ที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกล และต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น อินเตอร์เน็ตถือว่าเป็นเครือข่ายระยะไกล WAN ประเภทหนึ่ง เป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เครือข่ายระบบงานธนาคารทั่วโลก เครือข่ายของสายการบิน เป็นต้น
bc424sec3131 said
กลุ่มที่ ๙ ครับ อุปกรณ์ ไม่ใช่ อุประปกรณ์ ครับ
น.ส.ผกาวรรณ สมมุติ said
กลุ่มที่ 1
สมาชิกในกลุ่ม
1. น.ส.ผกาวรรณ สมมุติ
2. น.ส.นิภาวรรณ ฉิมสง
3. นาย จักราวุธ ดาราเรือง
คำถาม ข้อที่ 1 องค์ประกอบขั้้นพื้นฐานของระบบการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ได้แก่อะไรบ้าง
คำตอบ
1. ผู้ส่งสาร(Sender)คือ แหล่งกำเนิดข่าวสาร (Source)
2. ผู้ัรับสาร(Receiver)คือ จุดหมายปลายทางข่าวสาร(Target)
3. สาร(Message) ซึ่งในปัจจุบันมักพบเห็นในรูปของสื่อประสม (Multimedia)ที่อาจมีทั้งลักษณะที่เป็นข้อความตักอักษร เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว
4. สื่อกลาง(Media) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนถ่ายข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ เช่น สายเคเบิ้ล
อากาศ ฯลฯ
5. โปรโตคอล(Protocol)และซอฟต์แวร์(Software)โปรโตคอล(Protocol) หมายถึงกฎระเบียบมาตรฐาน หรือข้อกำหนด ขั้นตอน ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถสื่อการกันได้เข้าใจ ซอฟต์แวร์(Software)หมายถึงโปรแกรมที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เช่น โปรแกรมรับส่งอีเมล์
kritbc424 said
กลุ่มที่ 10
สมาชิก
1. นายธวัชชัย พรายงาม
2. ศิริชัย ตระการศิลป์วัฒน์
คำถามข้อที่ 10
10.1 แบบดาว(star Topology)
ข้อดี – ศูนย์กลางทำหน้าที่เป็นตัวสวิตชิ่งข้อมูลทั้งหมดในระบบเครือข่ายจะต้องผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ของระบบควบคุมและข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ ที่ศูนย์กลาง ทำให้ง่ายต่อการสื่อสาร
ข้อเสีย – เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางมีราคาแพง และถ้าศูนย์กลางของระบบเสียหายจะทำให้ระบบทำงานไม่ได้เลย
10.2 แบบบัส(Bus Topology)
ข้อดี – ติอตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคยุ่งยากและซับซ้อน
ข้อเสีย – การไหลของข้อมามูลที่เป็น 2 ทิศทาง ทำให้ระบุจุดที่เกิดความเสียหายในบัสยาก
10.3 แบบวงแหวน (Ring Topology)
ข้อดี – ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลายๆโหนดพร้อมกัน
ข้อเสีย – ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังโหนดต่อไปได้
louiszeen said
กลุ่มที่ 14.
สมาชิก 1.วศินี , 2.คชารัตน์, 3.อารภัฏ
โจทย์
>> ให้ค้นหา Gartner’s Top 10 Strategic Technologies for Year 2009 <>>>>>ตอบ<<<<<<
1.Virtualization เป็นเทคโนโลยีสำหรับจำลองระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การสร้างเซิร์ฟเวอร์เสมือน (virtual server) เป็นต้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของเทคโนโลยี virtualization ได้แก่ Xen, VMware, VirtualBox และ Hyper-V เป็นต้น
2.Cloud Computing หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เป็นรูปแบบการประมวลผลที่มีความยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้า ทำให้รองรับปริมาณภาระงานที่มีจำนวนมากและข้อมูลขนาดมหึมาได้ ตัวอย่างของผู้ให้บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ Amazon EC2, Google App Engine, IBM Blue Cloud และ GoGrid เป็นต้น
3.Server—beyond blades กล่าวถึงเบลดเซิร์ฟเวอร์ (blade server) ที่จะมีการพัฒนาไปไกลกว่าเบลดเซิร์ฟเวอร์ที่วางขายในปัจจุบัน โดยเซิร์ฟเวอร์ชนิดใหม่นี้ ผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งและอัพเกรดองค์ประกอบของเซิร์ฟเวอร์ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้เซิร์ฟเวอร์ที่พอเหมาะกับภาระงานหรือความต้องการของระบบสารสนเทศ
4.Web-oriented architectures เป็นสถาปัตยกรรมของระบบสารสนเทศที่พัฒนาโดยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเว็บ
5.Enterprise mash-ups คือรูปแบบบริการที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างข้อมูลและบริการที่มีความหลากหลายจากแหล่งของข้อมูลหรือบริการหลายๆแห่ง ทำให้เกิดบริการใหม่ที่เพิ่มศักยภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูล ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทนี้ ได้แก่ Google Maps เป็นต้น
6.Specialized systems ในที่นี้อ้างถึงระบบสารสนเทศที่เกิดจากการรวบรวมและประสานการทำงานระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถเฉพาะทางให้มาทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีความสามารถมากยิ่งขึ้น
7.Social Software และ Social Networking หมายถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ทำให้เกิดการคบค้าสมาคม รวมถึงเกิดการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารและทรัพยากรคอมพิวเตอร์ให้กับผู้อื่น อีกทั้งสามารถก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน ตัวอย่างของผู้ให้บริการเครือข่ายประเภทนี้ ได้แก่ hi5, Facebook, Twitter, YouTube และ Flickr เป็นต้น
8.Unified communications คือการติดต่อสื่อสารที่รวมเอาการสนทนาและมัลติมีเดียเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นแนวโน้มของเทคโนโลยีสื่อสารที่ผสมผสานบริการหลายๆแบบให้เป็นบริการเดียวกัน เช่น การผสมผสานบริการระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์, โทรสาร, อีเมล, instant messaging, และ SMS เข้าด้วยกัน เป็นต้น
9.Business intelligence หรือเรียกสั้นๆว่า BI เป็นการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ โดยเราเรียกเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทนี้ว่า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (decision support system หรือ DSS)
10.Green IT เป็นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ และประหยัดพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น
พรพรหม said
กลุ่มที่ 14.
สมาชิก 1.วศินี , 2.คชารัตน์, 3.อารภัฏ
ขอให้อ้างอิง แหล่งที่มา ของข้อมูลด้วยครับ
louiszeen said
ที่มา :
http://www.lgmobilelover.com/club/viewtopic.php?f=15&t=10214&start=0&st=0&sk=t&sd=a
louiszeen said
ขอโทษคะ louiszeen ก่อนคอมเม้นท์นี้กลุ่ม 14 คะ
bc424sec3131 said
Khun louiszeen , acknowledged krub
lite303 said
กลุ่มที่ 15
สมาชิก
นาย เสกสรรค บวรธรรมกิจ
นาย สุนาถ สุวรรณพานิช
นาย สุเมธี คำแผ่นชัย
เว็ปไซด์ : http://blogs.gartner.com/david_cearley/2008/10/14/gartner%E2%80%99s-top-10-strategic-technologies-for-2009/
Gartner’s Top 10 Strategic Technologies for 2009
บริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner) จัดอันดับเทคโนโลยีทั้งหมด 10 อันดับที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนกลยุทธ์เทคโนโลยีสำหรับปีหน้า (พ.ศ. 2552 หรือ ค.ศ. 2009) โดยนักวิเคราะห์จากการ์ตเนอร์เชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า และการ์ตเนอร์แนะนำบริษัทต่างๆว่าควรให้ความสนใจกับเทคโนโลยีเหล่านี้ว่าจะนำมาเพิ่มศักยภาพสำหรับการดำเนินธุรกิจในส่วนไหนของบริษัทได้บ้าง
Virtualization เป็นเทคโนโลยีสำหรับจำลองระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การสร้างเซิร์ฟเวอร์เสมือน (virtual server) เป็นต้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของเทคโนโลยี virtualization ได้แก่ Xen, VMware, VirtualBox และ Hyper-V เป็นต้น
Cloud Computing หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เป็นรูปแบบการประมวลผลที่มีความยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้า ทำให้รองรับปริมาณภาระงานที่มีจำนวนมากและข้อมูลขนาดมหึมาได้ ตัวอย่างของผู้ให้บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ Amazon EC2, Google App Engine, IBM Blue Cloud และ GoGrid เป็นต้น
Server—beyond blades กล่าวถึงเบลดเซิร์ฟเวอร์ (blade server) ที่จะมีการพัฒนาไปไกลกว่าเบลดเซิร์ฟเวอร์ที่วางขายในปัจจุบัน โดยเซิร์ฟเวอร์ชนิดใหม่นี้ ผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งและอัพเกรดองค์ประกอบของเซิร์ฟเวอร์ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้เซิร์ฟเวอร์ที่พอเหมาะกับภาระงานหรือความต้องการของระบบสารสนเทศ
Web-oriented architectures เป็นสถาปัตยกรรมของระบบสารสนเทศที่พัฒนาโดยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเว็บ
Enterprise mach-ups คือรูปแบบบริการที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างข้อมูลและบริการที่มีความหลากหลายจากแหล่งของข้อมูลหรือบริการหลายๆแห่ง ทำให้เกิดบริการใหม่ที่เพิ่มศักยภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูล ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทนี้ ได้แก่ Google Maps เป็นต้น
Specialized systems ในที่นี้อ้างถึงระบบสารสนเทศที่เกิดจากการรวบรวมและประสานการทำงานระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถเฉพาะทางให้มาทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีความสามารถมากยิ่งขึ้น
Social Software และ Social Networking หมายถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ทำให้เกิดการคบค้าสมาคม รวมถึงเกิดการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารและทรัพยากรคอมพิวเตอร์ให้กับผู้อื่น อีกทั้งสามารถก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน ตัวอย่างของผู้ให้บริการเครือข่ายประเภทนี้ ได้แก่ hi5, Facebook, Twitter, YouTube และ Flickr เป็นต้น
Unified communications คือการติดต่อสื่อสารที่รวมเอาการสนทนาและมัลติมีเดียเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นแนวโน้มของเทคโนโลยีสื่อสารที่ผสมผสานบริการหลายๆแบบให้เป็นบริการเดียวกัน เช่น การผสมผสานบริการระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์, โทรสาร, อีเมล, instant messaging, และ SMS เข้าด้วยกัน เป็นต้น
Business intelligence หรือเรียกสั้นๆว่า BI เป็นการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ โดยเราเรียกเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทนี้ว่า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (decision support system หรือ DSS)
Green IT เป็นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ และประหยัดพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น
prapaporn said
กลุ่มที่ 13
สมาชิก นางสาวประภาพร ประมูลการ
นางสาวทวีรัก คุณวัฒนากุล
นายพงศธร หนูอินทร์
นายศิวณัฐ กัลยาณวิชัย
โจทย์ องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
ตอบ
องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถจำแนกได้ดังนี้
1. ผู้ส่งสาร (Sender) หรือ แหล่งกำเนิดข่าวสาร (Source)
2. ผู้รับสาร (Receiver) หรือ จุดหมายปลายทางข่าวสาร (Target)
3. สาร ( Message ) ซึ่งในปัจจุบันมักพบเห็นในรูปของสื่อประสม ( multimedia ) ที่อาจมีทั้งลักษณะที่เป็นข้อความตัวอักษร เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว
4. สื่อกลาง ( Media )
5. โปรโตคอล (Protocol) และ ซอฟต์แวร์ (Software ) โปรโตคอล (Protocol) หมายถึง กฎระเบียบมาตรฐาน หรือข้อกำหนด ขั้นตอน ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถสื่อการกันได้เข้าใจ ซอฟต์แวร์ ( Software ) หมายถึง โปรแกรมที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เช่น โปรแกรมรับส่งอีเมล์
ชนิดของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์