Assignment VII
Assignment VII ระบบสารสนเทศ
ให้ทำแบบฝึกหัดท้ายบทที่ ๖ ระบบสารสนเทศ ครับ ไล่ตามกลุ่มไปเรื่อย ๆ เหมือนทุกครั้ง
ส่งภายใน ศุกร์ที่ ๓๐ ม.ค. เที่ยงคืน
Assignment VII ระบบสารสนเทศ
ให้ทำแบบฝึกหัดท้ายบทที่ ๖ ระบบสารสนเทศ ครับ ไล่ตามกลุ่มไปเรื่อย ๆ เหมือนทุกครั้ง
ส่งภายใน ศุกร์ที่ ๓๐ ม.ค. เที่ยงคืน
pingnocolisu said
กลุ่มที่ 3
สมาชิก
กนกวรรณ คงเพียรธรรม
นภาพร ไชยะ
จริยา แสงม่วง
ข้อที่ 3. รายงานที่ออกโดยระบบ MRS มีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย
ประเภทของรายงาน MRS
รายงานจาก MRS มีลักษณะต่างๆ ดังนี้
1) รายงานที่จัดทำเมื่อต้องการ (Demand reports) เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจ เป็นรายงานที่จัดเตรียมรูปแบบรายงานล่วงหน้าและจะจัดทำเมื่อผู้บริหาร ต้องการเท่านั้น
2) รายงานที่ทำตามระยะเวลากำหนด (Periodic reports) โดยกำหนดเวลา และรูปแบบของรายงานไว้ล่วงหน้า เช่น มีการจัดทำรายงานทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี เช่น ตารางเวลาการผลิต
3) รายงานสรุป (Summarized reports) เป็นการทำรายงานในภาพรวม เช่น รายงานยอดขายของพนักงานขาย จำนวนนักศึกษาลงทะเบียนวิชา MIS
4) รายงานเมื่อมีเงื่อนไขเฉพาะเกิดขึ้น (Exception reports) เป็นการจัดทำรายงานเมื่อมีเกณฑ์เงื่อนไขเฉพาะ เพื่อตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ว่าแตกต่างจากที่วางแผนไว้หรือไม่ เช่น การกำหนดให้เศษของที่เหลือ (scrap) จากการผลิตในโรงงานเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ในการผลิตช่วงหลังกลับมีเศษของที่เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นอาจมีการเขียนโปรแกรม ในการประมวลผลเพื่อหาว่าเศษของที่เหลือเกินจากที่กำหนดไว้ได้
bc424sec3131 said
คุณนภาพร, เล็งอยู่เลยหล่ะสิ มาปุ๊บ ส่งปั๊บ
freedomzeed said
กลุ่มที่ 13
สมาชิก
นางสาว ประภาพร ประมูลการ
นายศิวณัช กัลยาณวิชัย
นาย พงศธร หนูอินทร์
———————————-
คำถามข้อที่ 3 รายงานที่ออกโดยระบบ MRS มีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย
มี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. รายงานที่ออกตามตาราง (Schedule Report) เป็นรายงานที่จัททำขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน เช่น ประจำวัน ประจำสัปดาห์ หรือประจำเดือน เป็นต้น โดยรายงานตามตารางเวลาจะสรุปผลการดำเนินงานในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้จัดการในการวางแผน การตรวจสอบ
2.รายงานที่ออกในกรณีพิเศษ (Exception Report) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเมื่อมีสิ่งผิดปกติหรือปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้น โดยการนำเสนอรายงานพิเศษมีวัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้บริหารรับทราบและทำการตัดสินใจแก้ไข เช่นรายชื่อลูกค้าที่ค้างชำระ
3. รายงานที่ออกตามความต้องการ (DemandReport) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นตามความต้องการของผู้บริหาร ซึ่งรายงานตามความต้องการจะแสดงข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ผู้บริหารต้องการทราบ เพื่อให้ผู้บริหารเกิดความเข้าใจในปัญหาและสามารถตัดสินใจอย่างเหมาะสม
4. รายงานที่ออกเพื่อพยากรณ์ (Predictive Report) เป็นรายงานที่ให้ข้อมูลสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร การพยากรณ์จะอาศัยเทคนิคการวิเคราะห์ทางสถิติ และคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกว่าการวิจัยขึ้นดำเนินงาน (Operations Research) มาทำการประมวลผลข้อมูลในอดีต เพื่อช่วยให้ผุ้บริหารมีแนวทางในการเลือกตัดสินใจว่า ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป และควรดำเนินการอย่างไร หรือที่เรียกว่า “ถ้า…แล้ว…(What..if)”
bc424sec3131 said
Wow , กลุ่ม ๑๓ มาแล้ว
สุดยอดเลย…..
barbile said
กลุ่มที่11
สมาชิก
น.ส.ศิริลักษณ์ สิริวัฒน์
น.ส.จารุวัลย์ กลั่นมารักษ์
น.ส.พัชราภา เกตุศักดิ์
############################
ข้อที่1 อธิบายความหมายของระบบ TPS พร้อมอธิบายหน้าที่หลักของ TPS ว่ามีอะไรบ้าง
TPS >> ระบบประมวลผลรายการ หรือระบบประมวลผลรายการประจำ(Transaction Processing System) หรือ EDP >> ระบบประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Processing)
เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูลขั้นพื้นฐาน โดยเน้นที่การประมวลผลรายการประจำวัน (transaction)และการเก็บรักษาข้อมูล ระบบนี้ไม่ยืดหยุ่นและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของข้อมูลที่ไม่ได้จัดเก็บในระบบ จึงมักถูกใช้งานได้ถึงระดับ Operational Management เท่านั้น
TPS มีหน้าที่หลัก 3 ประการ
1. การทำบัญชี (Bookkeeping) เก็บบันทึกการปฏิบัติงานหรือเหตุการณ์ทางบัญชีที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มักจะเกี่ยวข้องกับบุคคล 2 กลุ่ม คือ Customer และ Supplier
2. การออกเอกสาร (Document Issuance) ออกเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในแต่ละวัน
3. การทำรายงานควบคุม (Control Reporting) ออกเอกสารต่างๆที่มีผลมาจากการดำเนินงานในแต่ละวัน มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานขององค์กร
ampparbc424 said
กลุ่มที่ 2
สมาชิก
น.ส.จุฑารัตน์ ลั่นซ้าย [แอมแปร์]
น.ส.รจนา กระแสโสม [อุ้ยซ่า]
น.ส.กฤษติยากร กุลทอง [ออฟจัง]
ข้อ2.TPS และ MRS ถูกสร้างมาเพื่อการบริหารงานในระดับใด เพราะเหตุใด
คำตอบ..
ระบบการประมวลผลทางธุรกิจ(Transaction Processing System : TPS)ระบบการประมวลผล มักเป็นการประมวลผลแบบวันต่อวัน เช่น การรับ-จ่ายบิล ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง ระบบการรับ-จ่ายสินค้า เป็นต้น ใช้งานในระดับผู้ปฏิบัติการ ระบบนี้เป็นระบบสารสนเทศลำดับแรกที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ลักษณะเด่นของ TPS คือ การทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สิ่งที่องค์กรจะได้รับเมื่อใช้ระบบนี้ คือ
-ลดจำนวนพนักงาน
-องค์กรจะมีการบริการที่สะดวกรวดเร็ว
-ลูกค้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ระบบจัดทำรายงานสำหรับการจัดการ ( management reporting system )หรือที่เรียกว่า MRS ระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวม ประมวลผลจัดระบบและจัดทำรายงานหรือเอกสารสำหรับชวยในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร โดยที่ MRS จะจัดทำรายงานหรือเอกสารและส่งต่อไปยังฝ่ายจัดการตามระยะเวลาที่กำหนดหรือตามความต้องการของผู้บริหารเนื่องจากรายงานที่ถูกจัดทำอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปแล้วการทำงานของระบบจัดทำรายงานสำหรับการจักการจะถูกใช้สำหรับการวางแผน การตรวจสอบและการควบคุมการจัดการ
Gi Ei-Due said
กลุ่มที่ : 01
สมาชิก:
นางสาว นิภาวรรณ สงฉิม
นาย จักราวุธ ดาราเรือง
นางสาว ผกาวรรณ สมมุติ
—————————————————————-
ข้อที่1: จงอธิบายความหมายของระบบ TPS พร้อมอธิบายถึงหน้าที่หลักของ TPS ว่ามีอะไรบ้าง
>>> ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems)
ระบบประมวลรายการ หรือระบบประมวลผลรายการประจำ (Transaction Processing Systems หรือ TPS) หรือระบบประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Processing หรือ EDP) เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูลขั้นพื้นฐาน โดยเน้นที่การประมวลผลรายการประจำวัน (transaction) และการเก็บรักษาข้อมูล
ระบบประมวลผลรายการมักจะทำงานอยู่เฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของธุรกิจเท่านั้น เช่น ฝ่ายการเงินและบัญชีฝ่ายผลิต ฝ่ายการตลาด เป็นต้น โดยแต่ละฝ่ายจะมีการประมวลผลที่แยกจากกัน ข้อมูลจะถูกป้อนและจัดเก็บอยู่ในรูปของไฟล์ และไฟล์ต่าง ๆ จะถูกแก้ไขระหว่างการประมวลผลรายการประจำวัน จากนั้นผลลัพธ์จะถูกแสดงออกมาตามคาบเวลาที่กำหนด เช่น ใบส่งของ หรือรายงานประจำเดือน เป็นต้น ระบบประมวลผลรายการ มักจะถูกใช้งานได้ถึงระดับของผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operational management) เท่านั้น เนื่องจากระบบชนิดนี้จะไม่ยืดหยุ่นและไม่สามารถสนองความต้องการข้อมูลหรือสารสนเทศที่ไม่ได้จัดเก็บอยู่ในระบบได้
หน้าที่หลักของระบบประมวลผลรายการ
ข้อมูลในระบบประมวลผลรายการจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญ สำหรับนำไปประมวลผลในระบบระดับสูงอื่น ๆ ซึ่งมีความยืดหยุ่นพอที่จะให้สารสนเทศเพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในสภาวะแวดล้อมที่มักมีการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือ ระบบสาระสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information Systems) การดำเนินงานขององค์กรจะเกี่ยวข้องกับการส่งผ่าน การจัดเก็บ และการประมวลผลข้อมูลในปริมาณมาก ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถใช้และจัดเก็บข้อมูลที่มี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถสนองความต้องการของปัญหาอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ องค์กรจึงต้องการระบบสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินในแต่ละวันราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการจัดการข้อมูลช่วยให้การพัฒนาระบบปฏิบัติการทางธุรกิจหรือ TPS เป็นรูปธรรมและช่วยการทำงานประจำวันของธุรกิจ โดยที่ TPS มีหน้าที่หลักอยู่ 3 ประการ ต่อไปนี้
>> 1.การทำบัญชี (Bookkeeping) ทำหน้าที่ในการเก็บบันทึกการปฏิบัติงานหรือเหตุการณ์ทางการบัญชีที่เกิดขึ้นในแต่ละวันขององค์กร โดยการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นมักจะเกี่ยวข้องกับบุคคล 2 กลุ่ม คือ ลูกค้า (Customer) และผู้ขายวัตถุดิบ (Supplier) โดยที่องค์กรต้องมีการลงบันทึกรายการสินค้าในแต่ละวันและบันทึกรายการซื้อสินค้ามาเข้าร้าน เป็นต้น
>> 2.การออกเอกสาร (Document Issuance) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในแต่ละวันขององค์กร เช่น การออกใบรังส่งสินค้า (Invoice) การออกเช็ค ใบเสร็จรับเงิน หรือสั่งสินค้าต่าง ๆ
>> 3.การทำรายงานควบคุม (Control Reporting) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่าง ๆ ที่มีผลมาจากการดำเนินงานขององค์การ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานขององค์กร เช่น การออกเช็คเงินเดือนพนักงานแต่ละคน ซึ่งก็จะสามารถทำการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงินที่จ่ายออกไปหรือการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
onimaroo said
กลุ่มที่ 12
วันเพ็ญ, สุประภา, พัชร, ตุลาวุฒิ
ข้อ 2 TPS และ MRS ถูกสร้างมาเพื่อการบริหารงานในระดับใด เพราะเหตุใด
ตอบ
- Transaction Processing System หรือ TPS ( ระบบประมวลผลรายการ หรือระบบประมวลผลรายการประจำ ) หรือ Electronic Data Processing หรือ EDP ( ระบบประมวลผลฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ) ถูกสร้างมาเพื่อการบริหารงานในระดับปฎิบัติการถึงระดับผู้บริหารระดับปฎิบัติการ มักจะทำงานอยู่เฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของธุรกิจเท่านั้น เพราะ ระบบชนิดนี้จะไม่ยืดหยุ่นและไม่สามารถสนองความต้องการข้อมูลหรือสารสนเทศที่ไม่ได้จัดเก็บอยู่ในระบบได้
- Management Reporting System หรือ MRS ( ระบบการจัดทำรายงาน ) ถูกสร้างมาเพื่อรวบรวมและประมวลผลข้อมูล สำหรับจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อผู้จัดการ เพื่อช่วยให้ผู้จัดการสามารถตัดสินใจในปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
MRS จะมีประโยชน์มากสำหรับผู้บริหารในการวางแผน การตรวจสอบ และการควบคุมให้การดำเนินงานของหน่อวยงานเป็นไปตามที่ผู้จัดการกำหนด
anuwat31 said
กลุ่มที่ 4
1.นางสาววิภาดา ศรีทองคำ
2.นายธีรยุทธ ธีรมีวิทยะฐานะ
3.นายอนุวัฒน์ สิริธัญชาติ
ข้อ4 ตอบ
DSS เป็นซอฟต์แวรที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการ การรวบรวมข้อมูล การวิเคาระห์ข้อมูลและการสร้างตัวแบบที่ซับซ้อนภายใต้ซอฟท์แวรเดียวกัน นอกจากนั้นDSSยังเป็นการประสานการทำงานระหว่างบุคลากรกับเทคโนโลยีทางด้านซอฟท์แวร์โดยเป็นการกระทำโต้ตอบกันเพื่อแก้ปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างและอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุดขึ้นตอนหรืออาจกล่าวได้ว่าDSSเป็นระบบที่โต้ตอบกันโดยใช้คอมพิวเตอร์เพื่อหาคำตอบที่ง่าย สะดวกรวดเร็วจากปัญหาที่ไม่มีโครงส้รางที่แน่นอน
ส่วนประกอบ
1.อุปกรณ์ เป็นส่วนประกอบแรกและเป็นโครงสร้างพื้นฐานของDSSโดยอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบDSSจำแนกได้คือ อุปกรณ์ประมวลผล อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์แสดงผล
2.ระบบการทำงาน เป็นส่วนประกอบที่ทำให้DSSทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้ใช้ ประกอบด้วย ฐานข้อมูล ฐานแบบจำลอง ระบบชุดคำสั่งของDSS
3.ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกส่วนของDSS โดยที่ข้อมูลจะต้องมีปริมาณที่พอเหมาะแก่การนำไปใช้
4.บุคลากร เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องDSS ตั้งแต่การกำหนดปัญหาและความต้องการการพัฒนา ออกแบบโดยมีบุคลากรที่เกี่ยวข้อง2กลุ่มคือ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน
blythedoll007 said
กลุ่มที่ 8
สมาชิกในกลุ่ม
นาย บรรพต แซ่อ้วง
นางสาว ดวงกมล ทองเต็ม
นางสาว พสุภา ล้ออุทัย
AI จำแนกได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้างจงอธิบาย
แบ่งออกเป็น 5 ประเภท
ประเภทแรกคือ การประมวลภาษาธรรมชาติ(Natural Language Processing)
เป็นการพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจภาษาที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างเช่นเครื่องจักรแปลภาษา(Machine Translation) ทำให้เครื่องจักรกลสามารถรู้ภาษาและแปลภาษาจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาอื่นๆ ได้
ประเภทที่ 2 ระบบภาพ(Vision System)
การที่คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยอาศัยการมอง และจดจำรูปแบบ เช่นการตรวจหาชิ้นส่วนที่บกพร่อง ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลอกเลียนการมองเห็นของบุคคล โดยมีส่วนรับสัญญาณภาพที่ทำหน้าที่รับสัญญาณแสง เพื่อทำการแปรรูปและประมวลผลตามหน้าที่ที่ถูกกำหนด
ประเภทที่ 3 โครงข่ายประสาท(Neural Networks)
เป็นระบบที่อาศัยความรู้เป็นพื้นฐาน สร้างเลียนแบบเส้นใยประสาทมนุษย์ เป็นการทำกิจกรรมแบบขนานที่ทำงานพร้อมๆกันเพื่อให้ได้คำตอบเดียว เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้จำลองการทำงานของสมองและระบบประสาทของมนุษย์ โดยมีความสามารถในการสังเกต การเรียนรู้ การจดจำ การทำซ้ำและการแยกแยะสิ่งต่างๆได้ ตัวอย่างเช่นการทำนายเวลา(Time Series Prediction) สามารถเรียนรู้และวินิจฉัยรูปแบบเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากข้อมูลที่มีอยู่ได้
ประเภทที่ 4 หุ่นยนต์(Robotics)
เป็นระบบที่เกี่ยวกับการออกแบบ การสร้าง และการนำไปใช้งาน ให้เคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ โดยเฉพาะใช้งานที่เสี่ยงอันตรายแทนมนุษย์ โดยมีการศึกษากระบวนการในการปฏิบัติงาน แต่ละประเภท แล้วพยายามออกแบบอุปกรณ์ และกำหนดคำสั่งให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัตินั้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่นการควบคุมเครื่องจักรกลให้สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง(Intelligent Control Autonomous Exploration) เป็นเครื่องจักรกลอัตโนมัติที่ได้รับความนิยมมากในยุคนี้ ทั้งเพื่ออุตสาหกรรม ตลอดจนถึงเป็นของเล่นสำหรับเด็กๆ
ประเภทที่5ระบบผู้เชี่ยวชาญ(Expert System)
เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แสดงความสามารถได้เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆหรืองานเฉพาะอย่างหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้สามารถรับรู้ และทำงานเฉพาะด้านได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ
ตัวอย่างเช่นระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(Decision Support Systems) ระบบการสอน(Teaching Systems) เปรียบเสมือนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความสามารถในการแนะนำการตัดสินใจ และสอนแทนมนุษย์ได้
PrinCess 3131 said
กลุ่มที่ 7
สมาชิก
นางสาว นพัชรนันท์ กลิ่นคำดี
นาย นพวัฒน์ เสวกพิบูลย์
นาย สยุมพร แผ่กระโทก
นางสาว วิลาวัณย์ สุขสิงขร
คำถามข้อ 7 :
จงวิเคราะห์ว่า DSS และ EIS มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
คำตอบ :
DSS และ EIS มีความเหมือนกันในด้านการสนับสนุนการตัดสิดใจของผู้ใช้งาน แต่ EIS จะช่วยสนับสนุนให้ผู้บริหารสามารถทำความเข้าใจปัญหาอย่างชัดเจนและสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเหตุการณ์วิกฤตที่มีผลกระทบต่อองค์การในระดับกว้าง เราจะเห็นได้ว่า EIS มีหลักการคล้ายกับ DSS ที่กล่าวถึงในบทที่ผ่านมา ดังนั้นการจำแนก EIS กับ DSS ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองระบบ ดังต่อไปนี้
EIS ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นสำหรับจัดเตรียมสารสนเทศที่เหมาะสมในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ขณะที่ DSS ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้จัดการระดับกลาง หรือนักวิชาชีพ เช่น วิศวกร นักการตลาด และนักการเงิน เป็นต้น ให้มีประสิทธิภาพขึ้น
EIS ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยมีตาราง รูปภาพ แบบจำลอง และระบบสื่อผสมที่อธิบายข้อมูลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ขณะที่ DSS จะให้ข้อมูลการตัดสินใจตามลักษณะของงาน โดยผู้ใช้อาจต้องปรับแต่งข้อมูลที่ตนสนใจให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมกับการใช้งาน
EIS ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้สามารถนำสารสนเทศมาใช้งานโดยตรง ขณะที่ผู้ใช้ DSS อาจต้องนำสารสนเทศมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการตัดสินใจ หรือใช้เทคนิคในการประมวลผลข้อมูลบ้าง ดังนั้นผู้ใช้ DSS สมควรต้องมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศในระดับที่สามารถใช้งานให้จัดการข้อมูลที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ
EIS และ DSS ต่างถูกพัฒนาขึ้น เพื่อจัดการกับข้อมูลให้อยู่ในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้ใช้ แต่ทั้งสองระบบจะมีความแตกต่างกันในระดับของการใช้งาน การนำเสนอข้อมูล และความยากง่ายในการใช้ โดยที่เราสามารถกล่าวได้ว่า EIS เป็น DSS ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสารสนเทศในการตัดสินใจแก้ปัญหา และการดำเนินงานของผู้บริหารที่ไม่ต้องการข้อมูลที่ละเอียดและมีความถูกต้องสมบูรณ์ แต่สร้างความเข้าใจและให้ภาพรวมของระบบหรือปัญหาที่ผู้บริหารสนใจ โดย EIS อาจได้รับการออกแบบและพัฒนาจากฐานของ DSS เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนคณะที่ปรึกษาและผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องใน DSS ถ้าผู้บริหารเกิดความต้องการข้อมูลมากกว่าที่ EIS ถูกพัฒนาขึ้น
bc424sec3131 said
ดีครับ ทยอยมาเรื่อยๆ ครับ
wvhsovoohvp said
กลุ่มที่ 16
สมาชิก
นายวัชระ พวงพั้ว
นายกีรติ ขัติยะ
ข้อ6 จงอธิบายความหมายและคุณลักษณะเฉพาะของระบบ EIS
- ความหมายของ EIS
EIS หรือ ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร ( Executive Information Systems ) หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ ทักษะ และความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศสำหรับ ผู้บริหารเนื่องจากผู้บริหารเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องการข้อมูลที่มีลักษณะ เฉพาะ โดยเฉพาะด้านระยะเวลาในการเข้าถึงและทำความเข้าใจกับข้อมูล โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันทางธุรกิจที่เกิดขึ้นและปรับตัวอย่าง รวดเร็วในปัจจุบันได้สร้างแรงกดดันให้ ผู้บริหารต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรทางการจัดการระยะเวลา ข้อมูล และการดำเนินงานของคู่แข่งขัน นอกจากนี้ผู้บริหารหลายคนยังมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำกัด โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่มีอายุมากและไม่มีโอกาสได้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการใช้งานสารสนเทศ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาและออกแบบระบบสารสนเทศที่สามารถช่วย ให้ผู้บริหารปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- คุณลักษณะเฉพาะของEIS
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการถูกนำมา ประยุกต์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานของธุรกิจ แต่ระบบสารสนเทศมิใช่แก้วสารพัดนึกที่รวบรวมข้อมูลทุกประเภทที่ผู้ใช้สามารถ นำมาใช้งานได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของเทคโนโลยีและต้นทุนการพัฒนา ดังนั้นการพัฒนาระบบสารสนเทศแต่ละชนิดจะต้องเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ เพื่อกำหนดคุณสมบัติของสารสนเทศแต่ละรูปแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้งานเกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ EIS มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ ดังต่อไปนี้
1. สนับสนุนการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Plannig Support ) ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์ขององค์การ ดังนั้นผู้พัฒนา EIS สมควรจะมีความรู้ในเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ (Business Strategy ) และปัจจัยสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Factors) เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ กำหนดแผนทางกลยุทธ์ที่สมบูรณ์
2. เชื่อมโยงกับ สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์การ ( External Environment Focus ) ปกติสิ่งที่ผู้บริหารต้องการจากระบบสารสนเทศคือ การที่จะสามารถเรียกสารสนเทศที่ต้องการและจำเป็นต่อการตัดสินใจออกมาจากฐาน ข้อมูลขององค์การได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะข้อมูลและข่าวสารที่เกิดขึ้นกับ สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์การเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องการประกอบการตัดสินใจ โดยส่วนมาก EIS จะถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลที่มาจากภายนอกองค์การ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร
3. มี ความสามารถในการคำนวณภาพกว้าง (Broad- based Computing Capabilities ) การตัดสินใจของผู้บริหารส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่มีโครงสร้างไม่แน่นอน และขาดความชัดเจน โดยส่วนใหญ่จะมองถึงภาพโดยรวมของระบบแบบกว้างๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด ดังนั้นการคำนวณที่ผู้บริหารต้องการจึงเป็นลักษณะง่าย ๆ ชัดเจน เป็นรูปธรรม และไม่ซับซ้อนมาก เช่น การเรียกข้อมูลกลับดู การใช้กราฟ การใช้แบบจำลองแสดงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น
4. ง่าย ต่อการเรียนรู้และใช้งาน (Exceptional Ease of Learning and Use ) เนื่องจากผู้บริหารจะมีกิจกรรมที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกองค์การ ผู้บริหารจึงมีเวลาในการตัดสินใจในแต่ละงานน้อยหรือกล่าวได้ว่าเวลาของผู้ บริหารมีค่ามาก ดังนั้นการพัฒนา EIS ควรที่จะเลือกรูปแบบการแสดงผล หรือการตอบโต้กับผู้ใช้ในแนวทางที่ง่ายต่อการใช้งานในเวลาที่สั้น เช่น ตารางแสดงผล กราฟ ภาษาที่ง่าย และการตอบโต้ที่รวดเร็ว เป็นต้น
5. พัฒนาเฉพาะสำหรับผู้บริหาร (Customization ) การตัดสินใจของผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ต่อพนักงานอื่นและต่อการ ดำเนินธุรกิจขององค์การ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analyst and Designer ) ต้องคำนึงถึงในการพัฒนา EIS เพื่อให้สามารถพัฒนา EI S ที่มีศักยภาพสูงมีประสิทธิภาพดีเหมาะสมกับการใช้งานและเป็นแบบเฉพาะสำหรับ ผู้บริหารที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ตามต้องการ เช่น ข้อมูลใดที่เป็นที่ต้องการของผู้บริหารอย่างมาก หรือมีการเรียกมาใช้บ่อยควรออกแบบให้มีขั้นตอนการเข้าถึงที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว เช่น โดยการกดปุ่มบนแป้นพิมพ์เพียงไม่กี่ปุ่ม หรือการเคลื่อนที่และการใช้งานเมาส์ท (Mouse )บนจอภาพ หรือการสั่งงานด้วยเสียงพูด ซึ่งต่างจากนระบบสารสนเทศสำหรับบุคลากรระดับอื่นในองค์การที่ต้องมีขั้นตอน ที่ซับซ้อนมากกว่าในการเข้าถึงข้อมูลลักษณะเดียวกัน เป็นต้น
freedomzeed said
อาจารย์ครับกลุ่มที่ 13 ขาดสมาชิกอีก 1 คนครับ ผมเลยส่งรายชื่อสมาชิกใหม่อีกครั้งครับ
กลุ่มที่ 13
สมาชิก
นางสาว ประภาพร ประมูลการ
นาย พงศธร หนูอินทร์
นาย ศิวณัฐ กัลยาณวิชัย
นางสาว ทวีรัก คุณวัฒนากุล
bettyboom said
กลุ่ม 14 วศินี, คชารัตน์ ,อารภัฏ
ข้อ4 จงอธิบายความหมายของระบบ DSS ว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ หรือ Decision Support System (DSS)
เป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย DSS ได้รวบรวมเอาเครื่องมือ ข้อมูล ตัวแบบ (Model) และทรัพยากรอื่นๆ มาพัฒนา เพื่อทำการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างตัวแบบที่ซับซ้อนภายใต้ซอฟต์แวร์เดียวกัน
ความสำคัญ
ผู้บริหารจะสามารถตัดสินใจได้ดี มีประสิทธิภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของข้อมูล และประสบการณ์ของผู้บริหารเอง แต่บางครั้ง ข้อมูลและประสบการณ์อาจยังไม่เพียงพอ เพราะปัญหาหรือสิ่งที่ต้องตัดสินใจนั้นมีหลายทางเลือกให้ปฏิบัติ
DSS จะช่วยให้ผู้บริหารระดับต่างๆ ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ DSS ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในการทำงานที่มีโครงสร้างไม่แน่นอน หรือการทำงานแบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งการตัดสินใจจะยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ฉะนั้น DSS จึงเหมาะกับงานที่มีตัวอย่างของปัญหา เงื่อนไข และวิธีแก้ไขที่มีหลายทางเลือก
ส่วนประกอบของ DSS
ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ ผู้ตัดสินใจหรือผู้ใช้ระบบ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานข้อมูล ดังนี้
1. ฮาร์ดแวร์ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เชื่อมระหว่างตัวแบบ DSS กับผู้ใช้ โดยปกติจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือคอมพิวเตอร์พกพาที่เป็นเครื่องเอกเทศ หรือต่อเชื่อมกับเครือข่าย
2. ซอฟต์แวร์ หรือตัวสร้าง DSS จะประกอบด้วยหลายส่วนหรือหลายระบบย่อย ได้แก่ ส่วนการจัดการฐานข้อมูล การจัดการและสร้างการโต้ตอบ ตัวสร้าง DSS และการจัดการตัวแบบหรือแบบจำลอง เช่น แบบจำลองด้านการเงิน สถิติ การบัญชี การตลาด การพยากรณ์ การดำเนินการ การจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ
3. ข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ เป็นข้อมูลที่ต้องป้อนเข้าไปในระบบ เพื่อทำการประมวลผล และเสนอในรูปแบบตามที่ได้ออกแบบไว้
4. ผู้ใช้ระบบ คือ ผู้บริหารหรือผู้มีหน้าที่ตัดสินใจ แต่ระบบนี้จะเน้นการใช้งานของผู้บริหารระดับกลางไปถึงผู้บริหารระดับสูง หรือระดับการวางแผนกลยุทธ์
ลักษณะที่ดีของ DSS
การนำ DSS มาใช้ในหน่วยงาน ผู้ประกอบการควรเลือกระบบที่มีคุณลักษณะ ดังนี้
- ใช้งานง่าย การออกแบบระบบต้องง่ายสำหรับผู้ใช้งาน เพื่อรองรับผู้บริหารที่ไม่ชำนาญการใช้งานคอมพิวเตอร์
- ตรงกับความต้องการใช้งานในทุกสถานการณ์ DSS ควรสามารถจำลองสถานการณ์ต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และมีเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อช่วยในการตัดสินใจ
- ช่วยตัดสินใจได้ทุกระดับบริหาร แต่เน้นที่ผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง
- ต้องสามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ระบบจึงต้องถูกสร้างให้มีกลไกที่สามารถติดต่อกับฐานข้อมูลขององค์กรได้ตลอดเวลา ฉะนั้น การทำงานของระบบจะต้องไม่ขึ้นกับตารางเวลาการทำงานขององค์กร เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ทันสถานการณ์ในทุกเวลา
cjsilver said
หมายเลขกลุ่ม 6
ชื่อสมาชิกในกลุ่ม วิภา,พงศธร,นิธิรัชต์
EIS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่มีพื้นฐานการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถเข้าถึง รวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผล สารสนเทศ ทั้งภายในและนอกองค์กรตามต้องการได้อย่างสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น
ลักษณะของระบบสารสนเทศสำหนับผู้บริหาร
1. ให้สารสนเทศทมีประโยชน์ต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์
ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารสามารถให้ข้มูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง โดยระบบสามารถให้สารสนเทศที่ถูกต้อง ทันต่อเหตุการณ์ ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงมองเห็นภาพความเป็นไปของธุรกิจและมองเห็นเป้าหมายในการบริหารได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถเตรียมพร้อมในการรองรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีซึ่งจะมีผลต่อการอยู่รอดขององค์การ หรือช่วยให้เล็งเห็นโอกาสใหม่ๆที่แตกต่างไปจากคู่แข่งอันนำไปสู่ความได้เปรียบและส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น
2. ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน
ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารควรได้รับการพัฒนาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายโดยผ็ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ลึกซึ้งหรือมีทักษะสูงด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศก็สามารถเรียนรู้และใช้งานได้ง่าย มีอุปกรณ์ช่วยเพื่อให้สามารถใช้ระบบได้คล่องตัว
3. เชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอก
เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกองค์การมีความสำคุญต่อการวางแผนและการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารนอกจากจะเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับระบบต่างๆขององค์การแล้วจะต้องสามารถเชื่มโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอกองค์การ สามารถเชื่อมโยงระหว่างสื่อหลายมิติหรือเชื่อมโยงเข้ากับเว็บไซต์ต่างๆได้เพื่อให้ผู้บริหารสามารถรับทราบข้อมูลที่สำคัญจากแหล่งภายนอก
4. สามารถประมวลผลในรูปแบบที่ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
การตัดสินใจของผู้บริหารโดยส่งนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง ซึ่งยากต่อการกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการแก้ปัญหาไว้อย่างชัดเจน ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจะต้องมีการจัดเตรียมข้อมูลและเครื่องมือเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลในลักษณะภาพรวมแบบกว้างและสามารถเรียกดูสารสนเทศในลักษณะเฉพาะเจาะจงในรายละเอียดของข้อมูลเป็นลำดับลงมาได้ตามต้องการ
5. พัฒนาเฉพาะสำหรับผูบริหาร
ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและทักษะของผู้บริหาร โดยระบบควรได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับผู้บริหารเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสพดวกและรวดเร็ว
6. มีระบบรักษาความปลอดภัย
ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจะต้องจัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเป็นระบบที่จัดเก็บข้อมูลที่สำคุญเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การและถูกพัฒนาให้กับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ การเข้าถึงข้อมูลจากผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ รวมถึงการรั่วไหลของข้อมูลที่มีความสำคัญขององค์การอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันได้
spanee said
กลุ่มที่ 9
สมาชิกในกลุ่ม
น.ส.รมณีย์ วรรณประเสริฐ
น.ส.ศิรินภา ทองปรุง
น.ส.สุปราณี ละมูลสุข
น.ส.กันต์ฤทัย ดวงแก้วปั๋น
ข้อ 9 ขั้นตอนในการพัฒนาระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems : ES)
1. การวิเคราะห์ปัญหา ผู้พัฒนาระบบความฉลาดจะดำเนินการพิจารณาถึงความต้องการความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของการนำระบบไปใช้งานในสถานการณ์
ซึ่งมีผู้ให้คำแนะนำว่า ES มีความเหมาะสมกับปัญหา ในลักษณะ ต่อไปนี้
1.1 ปัญหาที่มีโครงสร้างน้อยหรือไม่มี 1.2เหมาะสำหรับการวิเคราะห์หรือวิจัยโดยวิธีการอนุมาน 1.3 การวิเคราะห์ปัญหาจะมีความสัมพันธ์กับความไม่แน่นอน 1.4 สามารถแก้ปัญหาภายใต้กำหนดของความรู้หรือตรรกะที่มีภายในระยะเวลาที่แน่นอน
1.5 ระบบถูกพัฒนาให้แก้ปัญหาที่มีโครงสร้างแบบ ” ถ้า….แล้ว….( If…then… ) ”
2. การเลือกอุปกรณ์ โดยพิจารณาความเหมาะสม ของส่วนประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้
2.1 การแสดงความรู้ นอกจากความเข้าใจในความหมายและประเภทความรู้แล้ว การแสดงความรู้เป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาความฉลาด เครื่องแสดงความรู้จะถูก ออกแบบ ให้การแสดงความรู้นั้นง่ายและครบถ้วนตามลักษณะของงาน โดยที่การแสดงความรู้ที่มีประสิทธิภาพสมควรต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. โครงสร้าง 2. เป็นสัดส่วน
3.สะดวก 4.เข้าใจง่าย
5. เหมาะสม
2.2 เครื่องอนุมาน ผู้พัฒนาระบบความฉลาดต้องคำนึงถึงวิธีการอนุมาน การค้าหาและตรวจ-สอบกฎข้อที่เหมาะสม การคำนวณคณิตศาสตร์ การประมวลผลทางตรรกะ และ การเชื่อมโยงกับชุดคำสั่งอื่นอย่างสะดวกและเหมาะสม เพื่อที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในระบบ
2.3 การติดต่อกับผู้ใช้ ES ที่ถูกพัฒนาอย่างรอบคอบจะมีที่ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกับระบบได้ง่าย ระบบมีการโต้ตอบและแสดงผลที่ชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจและการใช้งาน 2.4 ชุดคำสั่ง ต้องพิจารณาคือ ภาษาคอมพิวเตอร์ ( Computer Language ) ได้แก่ โปรลอก ( PROLOG) และลิปส์ ( LIPS)
2.5 การบำรุงรักษาและการพัฒนาระบบ โดยคำนึงถึง ความ สามารถในการติดต่อกับ ผู้พัฒนาระบบ วิธีการสร้างและพัฒนาฐานความรู้ เครื่องที่ช่วยในการแก้ไขฐานความรู้ความสามารถในการสร้างส่วนควบคุมการอนุมาน และสร้างส่วนที่ติดต่อกับผู้ใช้
3. การถอดความรู้ เป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนา ES กล่าวว่าเป็น ” หัวใจของการพัฒนาระบบความฉลาด ” ผู้พัฒนาระบบต้องทำการสังเกตศึกษา และทำความเข้าใจกับความรู้ที่จะนำมาพัฒนาเป็น ES จากแหล่งอ้างอิงหรือผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น เพื่อการกำหนดขอบเขตที่เหมาะสมของระบบ โดยที่เราเรียกกระบวนการนี้เรียกว่า ” วิศวกรรมความรู้ ( Knowledge Engineering )”
4. การสร้างต้นแบบ โดยผู้พัฒนาระบบจะเริ่ม ต้นแบบจากการ นำแนวความ คิดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบ ที่ต้องการพัฒนามาจัดเรียงลำดับ โดยเริ่มจากเป้าหมาย หรือคำตอบของการประมวลผล การไหลเวียนทางตรรกะของปัญญา ขั้น แสดงความรู้ การจัดลำดับของขั้นตอนที่จำเป็น พร้อมทั้งการ ทดสอบการทำงานของต้นแบบที่สร้างขึ้น
5. การขยาย การทดสอบ และบำรุงรักษา เพื่อที่จะให้ระบบสามารถนำไปใช้ในสภาวการณ์จริงได้ ก็จะต้องทำการขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นจากต้นแบบ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นฐานความรู้ เป็นส่วนที่ใช้อธิบายส่วนที่ติดต่อกับผู้ใช้ และตกแต่งหน้าจอให้มีความเหมาะสมในการใช้งานมาก
kingokok said
กลุ่ม 5
สมาชิก จริยา ,นาตยา ,กิตติชัย
ส่วนประกอบของ GDSS มีส่วนประกอบดังนี้
1.อุปกรณ์ Hardware
จำแนกเป๊น 3 กลุ่ม คือ -อุปกรณ์ ประมวลผล , -อุปกรณ์สื่อสาร , -อุปกรณ์แสดงผล
2.ระบบการทำงาน ทำให้ทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้ใช้
ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ -ฐานข้อมูล , -ฐานแบบจำลอง , -ระบบชุดคำสั่งของ DSS
3.ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่ต้องมีความถูกต้องและทันสมัยในระดับที่เหมาะสมกับความต้องการ
มีความสะดวกรวดเร็วและครบถ้วน
4.บุคลากร People กำหนดปัญหาและความต้องการ การพัฒนาออกแบบ มี 2 กลุ่ม
1. ผู้ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารระดับต่างๆ นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจ
2.ผู้สนับสนุน ได้แก่ ผู้ควบคุมดูแลรักษาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้มีความสมบูรณ์
sheepice said
กลุ่มที่ 10
สมาชิก
นาย ธวัชชัย พรายงาม
นาย ศิริวุฒิ วงศ์โชติปิ่นทอง
นาย ศิริชัย ตระการศิลป์วัฒน์
———————————-
ข้อ 10.ในกรณีที่นักศึกษาตั้งการจัดตั้งองค์กรเพื่อประกอบธุรกิจ นักศึกษาจะนำ BIS เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจในองค์กรอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
>>
BIS (Business Imformation System) หรือ ก็คือระบบสารสนเทศทางธุรกิจ
ถ้าจะตั้งองค์กรสักแห่งก็คงพลาดไม่ได้กับระบบนี้ซึ่งเป็นระบบที่พํฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้การธุรกิจโดยเฉพาะ และมีการแบ่งประเภทให้เหมาะกับหน้าที่เป็น5ประเภท
1. ระบบสารสนเทศการบัญชี -> ช่วยจัดสารสนเทศทางบัญชีขององค์กร สรุปผลการเงิน ตีความ บันทึก เพื่อใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหาร
2. ระบบสารสนเทศการเงิน -> การเป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์กับทางบัญชีสูงเนื่องจากใช้ข้อมูลบัญชีเป็นพื้นฐานการจัดตัดสินใจการเงิน ซึ่งเสมือนเป็นโลหิตที่คอยหล่อเลี้ยงองค์กร
3. ระบบสารสนเทศการตลาด -> เป็นส่วนสำคัญในการกระจายสินค้าไปสู่ลูกค้า มีข้อมูลแสดงยอกขาย ข้อมูลคู่แข่ง วิจัยตลาดที่เหมาะสม และประเมิณจากข้อมูลภายนอกด้วย ที่สำคัญระบบการตลาดสามารถปรับให้เหมาะสมเข้ากับธุรกิจได้ตามที่ตัวองค์กรต้องการ
4. ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน -> การผลิตเป็นส่วนที่เปลี่ยนจาก วัตถุดิบ แรงงาน และพลังงาน ให้เป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายแก่ลูกค้า จึงต้องมีการเข้ามาควบคุมให้หมาะสมกับคความต้อการของลุกค้า ควมคุมการผลิตให้มีมาตราฐาน การจัดพนักงานที่เหมาะกับกับการผลิต และตลอดจนการดูแลเรื่องจัดเก็บสินค้าที่เสร็จแล้ว
5. ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล -> ส่วนที่ช่วยในการจัดสรร แบ่งปัน กำหนดหน้าที่ แลพํมนาคุณภาพของสมาชิกในองค์กร โดยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลต้องยึดปัจจัย5ประการเป็นหลัก 1.ความสามารถและความพร้อมขององค์กรและบุคคล,
2.การควบคุมการเข้าข้อมูลสมาชิกให้เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยขององค์กร, 3.ต้นทุน ,
4.การติดต่อสื่อสารกับสภาพแวดล้อมภายนอก, 5.ความได้เปรียบในการแข่งกัน